Google's August 2026 Demand Gen Drop: messaging tests, travel features and AI video

Demand Gen Drop เดือนสิงหาคม 2569 ของ Google: ทดสอบแชท ฟีเจอร์ท่องเที่ยว และวิดีโอ AI

Google AdsAugust 28, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google เผยแพร่ Demand Gen Drop เดือนสิงหาคม เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 พร้อมการทดสอบให้ผู้ชมเริ่มบทสนทนากับแบรนด์บนแอปแชทได้โดยตรงจากโฆษณา Demand Gen บน YouTube
  • ผู้ลงโฆษณาสายท่องเที่ยวจะได้กิจกรรมในพื้นที่ อีเวนต์ และข้อเสนอแบบเรียลไทม์ในโฆษณา Demand Gen รวมถึงโฆษณาโรงแรมแบบเฉพาะบุคคลที่แสดงที่พักตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
  • Multimodal Video Creation ใน Asset Studio เปิดใช้งานทั่วไปแล้ว ทำงานตั้งแต่สตอรี่บอร์ดจนถึงชิ้นงานแนวนอนและแนวตั้งในเวิร์กโฟลว์เดียว
  • Google ระบุว่าการปรับปรุง Demand Gen หลายร้อยรายการในครึ่งหลังของปี 2568 ทำให้คอนเวอร์ชันหรือมูลค่าคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ Google รายงานเองพร้อมเชิงอรรถ ไม่ใช่การวัดจากบุคคลที่สาม
  • ประกาศไม่ได้ระบุตลาด ไทม์ไลน์ เงื่อนไขคุณสมบัติ หรือชื่อแอปแชทใดเลย จึงยังไม่มีอะไรยืนยันสำหรับประเทศไทย

Google เผยแพร่ประกาศ Demand Gen Drop เดือนสิงหาคม เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 โดยระบุการเปลี่ยนแปลงสามเรื่องในแคมเปญ Demand Gen ได้แก่ การทดสอบให้ผู้ชมเริ่มบทสนทนากับแบรนด์บนแอปแชทได้โดยตรงจากโฆษณา Demand Gen บน YouTube ฟีเจอร์ด้านการท่องเที่ยวที่ดึงกิจกรรมในพื้นที่ อีเวนต์ และข้อเสนอแบบเรียลไทม์ขึ้นมาแสดง และการเปิดใช้งานทั่วไปของ Multimodal Video Creation ใน Asset Studio ในโพสต์เดียวกัน Google ยังระบุว่าการปรับปรุง Demand Gen หลายร้อยรายการที่ทำในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 กำลังทำให้คอนเวอร์ชันหรือมูลค่าคอนเวอร์ชันของผู้ลงโฆษณาเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 30%

ประกาศฉบับนี้สั้นมาก และสิ่งที่ Google ไม่ได้บอกมีน้ำหนักพอ ๆ กับฟีเจอร์ที่บอก Google ไม่ได้ระบุประเทศหรือตลาดใดเลย ไม่ได้ให้ไทม์ไลน์ ไม่ได้ระบุเงื่อนไขคุณสมบัติของบัญชีที่จะเข้าร่วมได้ และไม่ได้บอกว่าการทดสอบเรื่องบทสนทนานั้นใช้แอปแชทตัวใดบ้าง สื่อ Search Engine Land รายงานประกาศเดียวกันนี้พร้อมมุมมองเพิ่มเติมสำหรับผู้ลงโฆษณาสายเก็บลีด แต่ก็ไม่ได้เพิ่มรายละเอียดเรื่องการทยอยเปิดใช้งานแต่อย่างใด เนื้อหาต่อจากนี้จะแยกข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วออกจากคำถามที่ยังเปิดค้างไว้ แล้วค่อยไล่ดูว่าผู้ลงโฆษณาทำอะไรได้บ้างกับแต่ละข้อ อ่านโพสต์ต้นทางได้ที่ บล็อก Google Ads

สิ่งที่เปลี่ยนใน Demand Gen เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม

Google อธิบายสามเรื่องใน Demand Gen Drop เดือนสิงหาคม และใช้คำเรียกสถานะของแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นจุดแรกที่ต้องอ่านให้ละเอียด ฟีเจอร์แชทถูกเรียกว่าเป็นการทดสอบ ฟีเจอร์ด้านท่องเที่ยวถูกเขียนในรูปประโยคปัจจุบันว่าเป็นสิ่งที่ Google กำลังทำ ส่วน Multimodal Video Creation เป็นรายการเดียวที่ Google บอกว่าเปิดใช้งานทั่วไปแล้ว ความต่างของคำเรียกสามคำนี้คือความต่างระหว่างการวางแผนบนฟีเจอร์ที่ปล่อยจริงแล้ว กับการวางแผนบนการทดลองที่อาจไม่มาถึงบัญชีของคุณเลย

ตารางด้านล่างสรุปประกาศตามถ้อยคำที่ Google ใช้ พร้อมสถานะที่ Google ให้กับแต่ละรายการ และรายละเอียดที่โพสต์นั้นไม่ได้พูดถึง

สิ่งที่เปลี่ยนใน Demand Gen เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม
สิ่งที่ Google ประกาศสถานะที่ Google ระบุสิ่งที่ Google ไม่ได้บอก
การเริ่มบทสนทนากับแบรนด์บนแอปแชทจากโฆษณา Demand Gen บน YouTubeอยู่ระหว่างทดสอบใช้แอปแชทตัวไหน ตลาดใด เริ่มเมื่อไร ใครมีสิทธิ์เข้าร่วม
กิจกรรมในพื้นที่ อีเวนต์ และข้อเสนอแบบเรียลไทม์ในโฆษณาท่องเที่ยว Demand Genกำลังทยอยนำมาใช้ตลาดใด ข้อมูลมาจากไหน ผู้ลงโฆษณาต้องส่งอะไรเข้าไป
โฆษณาโรงแรมแบบเฉพาะบุคคล แสดงที่พักที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายกำลังทยอยนำมาใช้ตลาดใด และเลือกกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีใด
Multimodal Video Creation ใน Asset Studio ทำตั้งแต่สตอรี่บอร์ดจนได้ชิ้นงานแนวนอนและแนวตั้งเปิดใช้งานทั่วไปแล้วรองรับภาษาและประเทศใด มีข้อจำกัดการใช้งานหรือไม่
คอนเวอร์ชันหรือมูลค่าคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30% จากการปรับปรุงช่วงครึ่งหลังปี 2568ตัวเลขเฉลี่ยที่ Google รายงานเอง พร้อมเชิงอรรถในโพสต์การกระจายตัวเบื้องหลังค่าเฉลี่ย และระเบียบวิธีที่ใช้

บทสนทนาบนแอปแชทที่เริ่มจากโฆษณา Demand Gen บน YouTube

Google ระบุเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่ากำลังทดสอบวิธีใหม่ที่ให้ผู้ชมเริ่มบทสนทนากับแบรนด์บนแอปแชทได้โดยตรงจากโฆษณา Demand Gen บน YouTube เหตุผลที่ Google ให้ไว้คือวิธีนี้จะพาลูกค้าที่มีความตั้งใจซื้อสูงเข้าใกล้การซื้อมากขึ้น ด้วยการย่นระยะระหว่างการเห็นแบรนด์ในวิดีโอโฆษณากับการติดต่อแบรนด์นั้นจริง ๆ

Search Engine Land ซึ่งรายงานประกาศเดียวกัน อธิบายว่าเรื่องนี้สำคัญกับผู้ลงโฆษณาสายเก็บลีดตรงที่การทดสอบนี้เพิ่มปลายทางอีกแบบหนึ่ง นอกเหนือจากการส่งคนไปยังเว็บไซต์หรือแลนดิงเพจ นี่คือกลไกที่ควรเข้าใจให้ชัด โฆษณา Demand Gen ในวันนี้จบลงที่การคลิกไปยังปลายทางที่ผู้ลงโฆษณาควบคุมและวัดผลได้เอง ส่วนโฆษณาแบบบทสนทนาจะจบลงในแอปแชท ซึ่งสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาควบคุมคือคำตอบ ไม่ใช่หน้าเว็บ หน่วยของงานจึงเปลี่ยนจากการกรอกฟอร์มเป็นการตอบกลับ และคุณภาพกับความเร็วในการตอบจะกลายเป็นปัจจัยด้านประสิทธิภาพสื่อ ไม่ใช่แค่เรื่องงานบริการลูกค้าอีกต่อไป

รายละเอียดที่เหลือทั้งหมดยังไม่ถูกระบุ Google ไม่ได้เอ่ยชื่อแอปแชทแม้แต่ตัวเดียว ไม่ได้บอกว่าการทดสอบนี้ทำในประเทศใด เริ่มเมื่อไร จะทดสอบนานเท่าใด เป็นการเชิญเข้าร่วมเฉพาะรายหรือเปิดกว้าง และไม่ได้บอกว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้นจะถูกนับอย่างไร ไม่มีคำอธิบายเรื่องรายงานผล การตั้งราคาประมูล หรือการระบุแหล่งที่มาของคอนเวอร์ชันสำหรับบทสนทนาที่ดำเนินต่อหลังจากผู้ใช้ออกจากเซสชันโฆษณาไปแล้ว คำตอบที่ฟันธงเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ Google จะพูดเอง คือการเดา และการนำการเดาไปใช้เป็นข้อเท็จจริงคือวิธีที่ทำให้แผนสื่อถูกสร้างบนฟีเจอร์ที่ยังไม่มีอยู่จริงในตลาดนั้น

ท่องเที่ยว: กิจกรรมในพื้นที่ อีเวนต์ ข้อเสนอเรียลไทม์ และโฆษณาโรงแรมแบบเฉพาะบุคคล

ในโพสต์วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ฉบับเดียวกัน Google ระบุว่ากำลังทำให้โฆษณา Demand Gen ตรงใจนักเดินทางมากขึ้น ด้วยการดึงกิจกรรมในพื้นที่ อีเวนต์ และข้อเสนอแบบเรียลไทม์ขึ้นมาแสดง และในย่อหน้าเดียวกันนั้น Google ระบุแยกอีกเรื่องว่ากำลังทำให้โฆษณาโรงแรมเป็นแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแสดงที่พักที่เกี่ยวข้องให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ใช่

สองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกันและควรแยกออกจากกัน เรื่องแรกว่าด้วยเนื้อหาของโฆษณา Demand Gen ที่เจาะจงมากขึ้นกับสิ่งที่นักเดินทางอาจอยากทำ ณ จุดหมายปลายทาง เรื่องที่สองว่าด้วยการเลือกว่าที่พักไหนจะถูกแสดงให้กลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน Google อธิบายผลลัพธ์ของทั้งสองเรื่อง แต่ไม่ได้อธิบายอินพุตของทั้งสองเรื่องเลย โพสต์นี้ไม่ได้บอกว่าข้อมูลกิจกรรมในพื้นที่และอีเวนต์มาจากไหน ผู้ลงโฆษณาต้องส่งข้อมูลนั้นเองหรือไม่ ข้อมูลมาจากคลังข้อมูลท่องเที่ยวของ Google เองหรือเปล่า และผู้ลงโฆษณาต้องทำอะไรถึงจะมีสิทธิ์ใช้ทั้งสองอย่าง

มุมมองของ Search Engine Land คือฟีเจอร์นี้อาจทำให้ Demand Gen มีประโยชน์มากขึ้นกับธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องการเชื่อมโฆษณาสายค้นพบแบรนด์เข้ากับข้อเสนอที่อิงกับสิ่งที่นักเดินทางอยากทำหรืออยากจองจริง ๆ นั่นเป็นการอนุมานที่มีเหตุผล และในที่นี้ถูกนำเสนอในฐานะการอนุมาน ไม่ใช่คำมั่นที่ Google ให้ไว้

Multimodal Video Creation ใน Asset Studio เปิดใช้งานทั่วไปแล้ว

รายการที่ชัดเจนที่สุดใน Drop รอบนี้คือรายการที่สถานะกำกวมน้อยที่สุด Google ระบุว่า Multimodal Video Creation ใน Asset Studio เปิดใช้งานทั่วไปแล้ว และผู้ลงโฆษณาสามารถทำงานตั้งแต่ขั้นสตอรี่บอร์ดไปจนถึงการสร้างชิ้นงานทั้งแนวนอนและแนวตั้งได้ในเวิร์กโฟลว์เดียว ซึ่ง Google บอกว่าช่วยให้ชิ้นงานไปปรากฏได้ครบทุกอินเวนทอรีของ Demand Gen

การอ่านเชิงปฏิบัติของเรื่องนี้คือเรื่องความครอบคลุมของฟอร์แมต ไม่ใช่เรื่องคุณภาพงานครีเอทีฟ อินเวนทอรีของ Demand Gen ครอบคลุมตำแหน่งโฆษณาที่ต้องการอัตราส่วนภาพต่างกัน และการผลิตไอเดียเดียวกันสองแนวมาตลอดเป็นต้นทุนฝั่งโปรดักชัน ไม่ใช่ต้นทุนฝั่งสื่อ เวิร์กโฟลว์ที่ผลิตทั้งสองแนวจากสตอรี่บอร์ดชุดเดียวจึงย้ายต้นทุนก้อนนั้นไปอยู่ที่อื่น อย่างไรก็ตาม Google ไม่ได้ประกาศราคา โควตาการใช้งาน รายชื่อภาษาที่รองรับ หรือรายชื่อประเทศที่ใช้ฟีเจอร์สร้างวิดีโอใน Asset Studio ได้ ดังนั้นคำว่าเปิดใช้งานทั่วไปจึงเป็นสิ่งที่ต้องเข้าไปตรวจสอบในบัญชีจริง ไม่ใช่สิ่งที่อนุมานจากบล็อกโพสต์

ตัวเลข 30% และวิธีอ่านมันให้ถูก

Google ระบุว่าการปรับปรุงหลายร้อยรายการที่นำมาใช้กับแคมเปญ Demand Gen ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 กำลังทำให้คอนเวอร์ชันหรือมูลค่าคอนเวอร์ชันของผู้ลงโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30% ประโยคนี้มีเชิงอรรถกำกับอยู่ในโพสต์ของ Google เอง

มีสี่ประเด็นเกี่ยวกับตัวเลขนี้ที่ควรพูดให้ตรงไปตรงมา หนึ่ง มันคือตัวเลขที่ Google รายงานเองเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Google เอง จึงเป็นคำกล่าวอ้างของผู้ขาย ไม่ใช่การวัดผลจากบุคคลที่สาม สอง มันเป็นค่าเฉลี่ย ซึ่งไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับการกระจายตัวข้างใต้ หรือจำนวนผู้ลงโฆษณาที่ผลไม่ขยับเลย สาม มันเขียนไว้ว่าคอนเวอร์ชันหรือมูลค่าคอนเวอร์ชัน ซึ่งเป็นคนละตัวชี้วัด และในบัญชีเดียวกันสองตัวนี้เคลื่อนไหวไปคนละทางได้ สี่ มันเป็นตัวเลขย้อนหลัง อธิบายผลของการเปลี่ยนแปลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ไม่ใช่การคาดการณ์ผลของฟีเจอร์ที่เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าตัวเลขผิด แต่แปลว่ามันคือค่าเฉลี่ยที่ผู้ขายรายงานเอง และควรถูกอ้างอิงในสไลด์ลูกค้าด้วยถ้อยคำแบบนั้น บัญชีที่ผล Demand Gen ไม่ได้ดีขึ้น 30% ในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ก็ไม่ใช่หลักฐานว่า Google รายงานผิด เพราะค่าเฉลี่ยย่อมมีทั้งครึ่งบนและครึ่งล่างของการกระจายตัวอยู่ในตัวมันเอง

สิ่งที่ Google ชี้ทางต่อให้ผู้ลงโฆษณา

Google ปิดท้ายโพสต์วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ด้วยการชวนผู้ลงโฆษณาเข้าร่วม Rethink Week 2026 และเริ่มต้นกับสิ่งที่เรียกว่า The YouTube Performance Four อย่างไรก็ตาม Google ไม่ได้อธิบายในโพสต์นี้ว่า The YouTube Performance Four ประกอบด้วยอะไรบ้าง และไม่ได้ให้วันที่ รูปแบบงาน หรือรายละเอียดการลงทะเบียนของ Rethink Week 2026 ทั้งสองอย่างจึงควรถูกบันทึกไว้ในฐานะป้ายบอกทางไปยังเนื้อหาอื่นของ Google มากกว่าจะเป็นประกาศในตัวเอง

อีกจุดที่น่าสังเกตคือรูปแบบของประกาศเอง Google เรียกสิ่งนี้ว่า Demand Gen Drop เดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการตั้งชื่อที่ชวนให้เข้าใจว่ามีรอบการปล่อยของเป็นระยะ แต่ Google ไม่ได้ระบุรอบ ความถี่ หรือกำหนดการของ Drop ครั้งถัดไปไว้ในโพสต์นี้ ใครที่วางปฏิทินการทดสอบโดยอิงว่าจะมี Drop ทุกเดือน จึงกำลังวางแผนอยู่บนการอนุมานของตัวเอง

เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย

รายการที่มีน้ำหนักที่สุดสำหรับประเทศไทยคือเรื่องแอปแชท และเหตุผลมาจากโครงสร้างพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ใช่จากสิ่งที่ Google พูด การติดต่อระหว่างผู้บริโภคไทยกับแบรนด์เกิดขึ้นในแอปแชทมากกว่าบนเว็บไซต์เป็นสัดส่วนที่สูง และ LINE คือช่องทางที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้ทุกวัน ฟอร์แมตโฆษณาที่จบลงด้วยบทสนทนาแทนที่จะจบที่แลนดิงเพจจึงสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ผู้ซื้อชาวไทยทำอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมปลายทางแบบคลิกเพื่อแชทถึงเป็นเรื่องปกติในแผนสื่อไทยบนแพลตฟอร์มอื่นมานานแล้ว

ข้อควรระวังที่มาคู่กันต้องพูดก่อนโอกาส Google ไม่ได้เอ่ยชื่อแอปแชทใดเลยในประกาศนี้ ไม่ได้พูดถึง LINE ไม่ได้พูดถึง WhatsApp และไม่ได้พูดถึง Messenger อีกทั้งไม่ได้บอกว่าการทดสอบนี้ทำในประเทศไทยหรือในตลาดใดที่ระบุชื่อได้ การเหมาว่านี่คือฟีเจอร์ของ LINE เพียงเพราะ LINE ครองตลาดในไทย คือการแต่งรายละเอียดชิ้นที่สำคัญที่สุดขึ้นมาเอง และแผนสื่อที่สร้างบนการแต่งเรื่องนั้นก็คือแผนที่สร้างบนความว่างเปล่า ผู้ลงโฆษณาที่ทำแคมเปญเชิงสนทนาอยู่แล้วสามารถเตรียมงานฝั่งปฏิบัติการผ่าน โฆษณาบน LINE ได้โดยไม่ต้องอนุมานว่าการทดสอบของ Google เกี่ยวข้องด้วย

ส่วนฟีเจอร์ด้านท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับผู้ลงโฆษณาสายท่องเที่ยวขาเข้า โรงแรม และผู้ให้บริการกิจกรรมในไทยอย่างชัดเจน ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมาว่าโรงแรมคือหมวดที่ Google เอ่ยถึงเอง และตลาดท่องเที่ยวขาเข้าเป็นส่วนใหญ่ของเม็ดเงินโฆษณาในไทย แต่ Google ก็ไม่ได้ให้รายชื่อตลาดในเรื่องนี้เช่นกัน กลุ่มโรงแรมในกรุงเทพจึงยังอนุมานไม่ได้ว่าโฆษณาโรงแรมแบบเฉพาะบุคคลครอบคลุมที่พักของตนแล้ว สิ่งที่ทำได้คือจัดข้อมูลที่พักและกิจกรรมของตัวเองให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้หากฟีเจอร์มาถึงจริง

Multimodal Video Creation เป็นรายการที่มีโอกาสใช้ได้จริงตอนนี้มากที่สุด และเป็นรายการที่ผูกกับตลาดใดตลาดหนึ่งน้อยที่สุดในสามรายการ ผู้ลงโฆษณาที่ผลิตครีเอทีฟ YouTube สองแนวด้วยมืออยู่แล้วมีเหตุผลที่จะเข้าไปดู Asset Studio ในสัปดาห์นี้ ส่วนการรองรับภาษาไทยนั้นไม่ถูกพูดถึงเลยในประกาศ จึงเป็นสิ่งที่ต้องทดสอบเอง ไม่ใช่สิ่งที่อนุมานได้ ทีมที่กำลังสร้างคลังวิดีโอสำหรับ Demand Gen สามารถเริ่มจากชิ้นงาน โฆษณาบน YouTube ที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มจากสตอรี่บอร์ดเปล่า

สิ่งที่ควรเช็กในบัญชี Demand Gen สัปดาห์นี้

สี่ข้อ เรียงตามเวลาที่ต้องใช้จากน้อยไปมาก

  • เปิด Asset Studio แล้วดูว่า Multimodal Video Creation ปรากฏในบัญชีและในภาษาที่ทำงานอยู่หรือไม่ การเปิดใช้งานทั่วไปในประกาศกับการใช้งานได้จริงในบัญชีหนึ่งในวันหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นวันเดียวกัน
  • สำหรับแคมเปญท่องเที่ยวและโรงแรม ให้ดูว่าอินเทอร์เฟซแสดงฟอร์แมตและข้อกำหนดชิ้นงาน Demand Gen อะไรอยู่จริง แทนที่จะรอประกาศเฉพาะตลาด
  • ตัดสินใจล่วงหน้าว่าใครจะเป็นคนตอบบทสนทนา หากฟอร์แมตนี้มาถึงบัญชีจริง ฟอร์แมตโฆษณาที่เปิดบทสนทนาสร้างภาระเรื่องเวลาตอบกลับที่แลนดิงเพจไม่มี และคำตอบของเรื่องนี้คือกำลังคน ไม่ใช่การตั้งค่า
  • แยกรายงานผลของ Demand Gen ออกจากส่วนอื่นของบัญชีตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนฟอร์แมตในอนาคตมีช่วงเวลาก่อนและหลังที่สะอาดพอจะวัดผลได้ ข้อนี้คุ้มค่าที่จะทำไม่ว่าฟีเจอร์ที่ประกาศจะมาถึงหรือไม่

ไม่มีข้อไหนในสี่ข้อนี้ที่ต้องรอให้การทดสอบมาถึงประเทศไทยก่อน และทุกข้อมีต้นทุนถูกกว่าถ้าทำก่อนฟอร์แมตจะมา ผู้ลงโฆษณาที่อยากให้ตรวจโครงสร้างบัญชีก่อนเป็นอันดับแรก สามารถเริ่มจากการรีวิวบัญชี Google Ads แทนการไล่เช็กฟีเจอร์ทีละตัว

สิ่งที่ประกาศนี้ไม่ได้บอก

สรุปสิ่งที่หายไปเป็นรายการอีกครั้ง เพราะสำหรับผู้ลงโฆษณานอกสหรัฐอเมริกา รายละเอียดที่ขาดหายคือครึ่งที่มีประโยชน์กว่าของข่าวนี้

  • การทดสอบบทสนทนาใช้แอปแชทตัวใดบ้าง
  • ทั้งสามรายการครอบคลุมประเทศหรือตลาดใด
  • การทดสอบแชทเริ่มเมื่อไร ทดสอบนานเท่าใด และตั้งใจจะเปิดใช้งานทั่วไปหรือไม่
  • เงื่อนไขคุณสมบัติ รวมถึงว่าผู้ลงโฆษณาสมัครเข้าร่วมเองได้ หรือต้องรอคำเชิญ
  • บทสนทนาบนแอปแชทถูกวัดผล ระบุแหล่งที่มา และตั้งราคาประมูลอย่างไร
  • ข้อมูลอะไรขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่ อีเวนต์ และข้อเสนอเรียลไทม์ในโฆษณาท่องเที่ยว
  • The YouTube Performance Four หมายถึงอะไร และ Rethink Week 2026 จัดขึ้นเมื่อไร

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้รันโฆษณาแบบเริ่มบทสนทนาจาก YouTube ได้หรือยัง

ยังไม่ได้ เพราะ Google อธิบายไว้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่าเป็นการทดสอบ ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่เปิดตัวแล้ว Google ไม่ได้บอกว่าผู้ลงโฆษณากลุ่มใดอยู่ในการทดสอบ ครอบคลุมตลาดใด หรือจะเข้าร่วมได้อย่างไร จึงยังไม่มีอะไรให้เปิดใช้งานในบัญชีจากประกาศฉบับนี้

การทดสอบนี้ใช้แอปแชทตัวไหน

Google ไม่ได้บอก ประกาศพูดถึงแอปแชทในเชิงรวมและไม่ได้เอ่ยชื่อแอปใดเลย ดังนั้นชื่อแอปที่ปรากฏในรายงานข่าวเรื่องนี้ล้วนเป็นการอนุมาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ถูกระบุ

ฟีเจอร์เหล่านี้ใช้ได้ในประเทศไทยแล้วหรือยัง

ประกาศไม่ได้ระบุตลาดใดเลย รวมถึงประเทศไทย Google ไม่ได้ให้รายชื่อประเทศสำหรับการทดสอบแชท ฟีเจอร์ท่องเที่ยว หรือการทำโฆษณาโรงแรมแบบเฉพาะบุคคล และไม่ได้ให้รายชื่อประเทศสำหรับการสร้างวิดีโอใน Asset Studio ด้วย วิธีเดียวที่เชื่อถือได้คือเข้าไปดูในบัญชีจริง

ต้องทำอะไรตอนนี้หรือไม่

ไม่มีอะไรที่ต้องทำทันที เพราะประกาศนี้ไม่ได้เปลี่ยนการตั้งค่าใด และไม่ได้ยกเลิกฟีเจอร์ใด รายการเดียวที่ควรลงมือคือ Multimodal Video Creation ใน Asset Studio ที่ Google บอกว่าเปิดใช้งานทั่วไปแล้ว และสิ่งที่ควรทำคือเข้าไปดูว่ามีในบัญชีหรือไม่ ไม่ใช่รื้อกระบวนการผลิตครีเอทีฟใหม่ทั้งหมด

ตัวเลข 30% ใช้กับบัญชีของเราได้ไหม

มันคือค่าเฉลี่ยที่ Google รายงานสำหรับผู้ลงโฆษณาโดยรวม ไม่ใช่คำสัญญาสำหรับบัญชีใดบัญชีหนึ่ง Google ระบุว่าตัวเลขนี้มาจากการปรับปรุงหลายร้อยรายการในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 พร้อมใส่เชิงอรรถไว้ในโพสต์ของตัวเอง และไม่ได้เผยแพร่การกระจายตัวเบื้องหลัง จึงควรอ้างอิงในฐานะค่าเฉลี่ยที่ผู้ขายรายงานเอง

สรุปสำหรับการวางแผน Demand Gen

หนึ่งฟีเจอร์ที่ปล่อยจริงแล้ว สองการขยายที่ไม่มีรายชื่อตลาด หนึ่งการทดสอบที่ไม่มีชื่อแอป และหนึ่งค่าเฉลี่ยจากผู้ขายที่พูดถึงงานของปีที่แล้ว นั่นคือบทสรุปที่ตรงตามความจริงของ Demand Gen Drop เดือนสิงหาคม และมันมากพอจะคุ้มกับเวลาหนึ่งชั่วโมงใน Asset Studio และการคุยกันว่าใครจะตอบแชท แต่ยังไม่มากพอจะคุ้มกับการรื้อแผนใหม่ทั้งฉบับ หากอยากให้มีคนช่วยตรวจบัญชี Demand Gen และสายการผลิตครีเอทีฟเทียบกับสิ่งที่ใช้ได้จริงในตลาดนี้ การคุยกันก่อน Drop รอบถัดไปย่อมดีกว่าคุยกันหลังจากนั้น

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น