Apple confirms blocking Applebot-Extended does not affect Apple Search rankings

Apple ยืนยันในเอกสาร บล็อก Applebot-Extended ไม่กระทบอันดับใน Apple Search

geoSeptember 8, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Apple อัปเดตเอกสาร Applebot ช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 7 กันยายน 2569 ระบุว่ากฎสำหรับ Applebot-Extended ไม่ถูกนำมาคิดในการจัดอันดับของการค้นหา
  • หน้าเดียวกันระบุว่า Applebot-Extended ไม่ได้เข้ามาเก็บข้อมูลหน้าเว็บ และหน้าที่ปฏิเสธมันยังถูกรวมอยู่ในผลการค้นหาได้
  • Applebot-Extended คุมเพียงว่าข้อมูลที่ Applebot เก็บไปแล้วจะถูกใช้เทรนโมเดลพื้นฐานแบบ generative ของ Apple หรือไม่ ปฏิเสธได้ด้วยบรรทัด user-agent และกฎ disallow ใน robots.txt
  • Barry Schwartz รายงานการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่าน Search Engine Roundtable เมื่อ 7 กันยายน 2569 และรูปแบบนี้ล้อกับการที่ Google แยก Google-Extended ออกจาก Googlebot
  • คำแถลงนี้ครอบคลุมเฉพาะ Apple Search ไม่ได้พูดถึง crawler ของ Google, OpenAI, Anthropic หรือ Perplexity และเป็นข้อความในเอกสาร ไม่ใช่ผลทดสอบอิสระ

Apple ระบุในเอกสารทางการของตัวเองแล้วว่า การบล็อก Applebot-Extended ไม่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์ใน Apple Search โดย หน้าเอกสารสนับสนุนเรื่อง Applebot ถูกอัปเดตในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 7 กันยายน 2569 เพื่อเพิ่มประโยคที่ชัดเจนว่า "Site rules for Applebot-Extended are not considered in ranking for Search."

Applebot-Extended คือ user agent ตัวรองของ Apple ที่มีหน้าที่เดียว คือเปิดให้เจ้าของเว็บไซต์ควบคุมว่าเนื้อหาของตัวเองจะถูกนำไปใช้เทรนโมเดลพื้นฐานแบบ generative ของ Apple หรือไม่ Barry Schwartz เป็นคนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้และรายงานผ่าน Search Engine Roundtable เมื่อ 7 กันยายน 2569 ข้อความที่เพิ่มเข้ามาปิดความกลัวข้อเดียวที่ทำให้ผู้เผยแพร่เนื้อหาจำนวนมากไม่กล้าเขียนกฎปฏิเสธการเทรนลงไปเลย

Apple เพิ่มอะไรลงในเอกสาร Applebot เมื่อ 7 กันยายน 2569

สิ่งที่เปลี่ยนคือประโยคเดียว และประโยคเดียวนั้นคือทั้งเรื่อง เอกสารของ Apple ตอนนี้เขียนว่า "Site rules for Applebot-Extended are not considered in ranking for Search." ก่อนหน้าที่จะมีบรรทัดนี้ เจ้าของเว็บที่คิดจะเขียนกฎปฏิเสธต้องตัดสินใจบนความเชื่อล้วน ๆ ว่า Apple จะตีความการบล็อกเป็นสัญญาณเกี่ยวกับเว็บไซต์หรือเปล่า ตอนนี้คำตอบถูกเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเจ้าของ crawler เอง

ในเอกสารเดียวกันยังมีอีกสามประโยคที่สำคัญไม่แพ้บรรทัดเรื่องอันดับ ประโยคแรกคือ "Applebot-Extended does not crawl webpages." ประโยคที่สองคือ "Webpages that disallow Applebot-Extended can still be included in search results." และประโยคที่สามคือ "Applebot-Extended is only used to determine how to use the data crawled by the Applebot user agent." อ่านสามประโยคนี้ต่อกันจะเห็นภาพชัดว่าสิ่งที่เรียกว่า Applebot-Extended มีสถานะเป็นธงกำหนดสิทธิ์ ไม่ใช่ตัวเก็บข้อมูล

user agent สองตัวที่ทำงานคนละหน้าที่

Applebot คือ crawler ตัวจริง มันเข้ามาดึงหน้าเว็บ และดัชนีที่มันสร้างขึ้นคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง Apple Search ทั้งใน Siri, Spotlight และคำแนะนำใน Safari ถ้าเว็บไซต์บล็อก Applebot เท่ากับบล็อกตัวที่ทำหน้าที่ค้นเจอและอ่านหน้าเว็บของตัวเอง

ส่วน Applebot-Extended ไม่ใช่ crawler ตัวที่สอง เอกสารของ Apple ระบุตรง ๆ ว่ามันไม่ได้เข้ามาเก็บข้อมูลหน้าเว็บ และถูกใช้เพื่อกำหนดว่าจะเอาข้อมูลที่ Applebot เก็บไปแล้วไปใช้อย่างไรเท่านั้น พูดง่าย ๆ คือมันเป็นสวิตช์ที่ทำงานหลังจากการเก็บข้อมูลเกิดขึ้นแล้ว และสวิตช์นั้นคุมเรื่องเดียว คือเนื้อหาที่ Applebot ดึงกลับไปจะถูกใช้เทรนโมเดลพื้นฐานแบบ generative ของ Apple ได้หรือไม่

เมื่อเห็นการแบ่งหน้าที่ตรงนี้แล้ว ประโยคเรื่องอันดับก็เลิกน่าแปลกใจ กฎที่เขียนถึง agent ซึ่งไม่เคยเก็บข้อมูลอะไรเลย คือกฎเรื่องสิทธิ์การนำข้อมูลไปใช้ต่อ จึงไม่มีอะไรอยู่ในนั้นให้ระบบจัดอันดับหยิบไปอ่าน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ Apple พูดออกมาเองแล้ว แทนที่จะปล่อยให้เจ้าของเว็บเดาเอง

เอกสารของ Apple เขียนไว้อย่างไรบ้าง

ตารางด้านล่างยกข้อความในเอกสาร Applebot ของ Apple เฉพาะส่วนที่ผู้เผยแพร่เนื้อหาต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยไม่เติมอะไรเข้าไปเอง

เอกสารของ Apple เขียนไว้อย่างไรบ้าง
user agent หรือกฎสิ่งที่เอกสารของ Apple ระบุ
Applebotคือ crawler เจ้าของข้อมูลที่เป็นประเด็น Apple อธิบายว่า Applebot-Extended คุมเรื่อง "how to use the data crawled by the Applebot user agent"
Applebot-Extended"Applebot-Extended does not crawl webpages." มีไว้ให้ผู้เผยแพร่ควบคุมว่าเนื้อหาจะถูกใช้เทรนโมเดลพื้นฐานแบบ generative ของ Apple หรือไม่
กฎ disallow สำหรับ Applebot-Extended"Webpages that disallow Applebot-Extended can still be included in search results."
ผลต่อการจัดอันดับใน Apple Search"Site rules for Applebot-Extended are not considered in ranking for Search."

วิธีเขียนกฎ Applebot-Extended ใน robots.txt

การปฏิเสธทำผ่านบล็อกใน robots.txt ที่ระบุชื่อ user agent แล้วตามด้วยกฎ disallow บรรทัดชื่อ agent เขียนตรงตัวว่า User-agent: Applebot-Extended ส่วนบรรทัด disallow ที่อยู่ใต้ลงมาใส่พาธที่ต้องการกันไว้ โดยเครื่องหมายทับเดี่ยวหมายถึงทั้งเว็บไซต์

มีเรื่องเชิงปฏิบัติสามข้อเกี่ยวกับไฟล์นี้ ข้อแรกไฟล์ต้องอยู่ที่รากของโดเมน เพราะเป็นตำแหน่งเดียวที่ crawler เข้าไปหา ข้อสองแต่ละซับโดเมนมี robots.txt ของตัวเอง กฎที่เขียนไว้บนโดเมนหลักจึงไม่ตามไปถึงบล็อกหรือหน้าร้านที่วางอยู่บนซับโดเมน ข้อสามไฟล์นี้เป็นสาธารณะ ใครก็เปิดอ่านได้หลังจากขึ้นจริง รวมถึงตัวคุณเองด้วย เปิดโดเมนตามด้วย /robots.txt ในเบราว์เซอร์แล้วยืนยันว่าสองบรรทัดนั้นอยู่ครบและสะกดถูก

จุดที่กฎแบบนี้พังบ่อยที่สุดคือการสะกด ชื่อ user agent ถูกจับคู่ตามตัวอักษรที่เขียนไว้ การพิมพ์เป็น Applebot-extended หรือ AppleBot-Extended จึงไม่ใช่ของแทนกันได้ และกฎที่ไม่มี agent ตัวไหนตรงเลยคือกฎที่ไม่ได้ทำอะไรทั้งที่หน้าตาดูเหมือนทำงานอยู่

เทียบกับ Google-Extended

โครงสร้างนี้จะคุ้นตาสำหรับคนที่เคยจัดการเรื่อง Google-Extended มาก่อน Google แยก Google-Extended ออกจาก Googlebot และออกจากการจัดอันดับในการค้นหา ส่วนเอกสารของ Apple ตอนนี้ก็อธิบายการแยกแบบเดียวกันในระบบของตัวเอง คือมี agent ตัวหนึ่งที่เก็บข้อมูลและป้อนให้การค้นหา กับอีกโทเคนหนึ่งที่คุมเรื่องการนำไปเทรนและไม่มีผลต่ออันดับ

ประโยชน์ของการเทียบนี้คือ ผู้เผยแพร่ที่เคยตัดสินใจเรื่อง Google-Extended ไปแล้ว เท่ากับผ่านการถกเถียงภายในองค์กรมาแล้วรอบหนึ่ง เพราะคำถามเป็นคำถามเดียวกัน คือเนื้อหาชุดนี้มีค่ามากกว่าเมื่อถูกเอาไปเป็นวัตถุดิบเทรนโมเดลของคนอื่น หรือมีค่ามากกว่าเมื่อเก็บไว้กับตัว สิ่งที่ใหม่จริง ๆ มีแค่การที่ Apple เขียนคำตอบฝั่งเรื่องอันดับออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร

สิ่งที่เจ้าของเว็บต้องตัดสินใจจริง ๆ

การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิค เพราะส่วนเทคนิคคือข้อความสองบรรทัดในไฟล์ข้อความไฟล์เดียว แต่เป็นเรื่องกองบรรณาธิการและเรื่องธุรกิจ

  • เนื้อหาของคุณมีมูลค่าแค่ไหนในฐานะข้อมูลเทรน เว็บที่มีคุณค่าอยู่ที่งานเขียนต้นฉบับจำนวนมาก ภาพถ่ายที่ผลิตเอง หรืองานวิจัยเฉพาะทาง กำลังยกของคนละอย่างกับเว็บที่หน้าเพจส่วนใหญ่เป็นรายการสินค้าและคำอธิบายบริการ
  • ต้องการบล็อกทั้งเว็บหรือบล็อกบางส่วน กฎ disallow ระบุเป็นพาธได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทั้งไซต์ ผู้เผยแพร่จึงกันคลังงานเขียนขนาดยาวไว้ ขณะที่เปิดหน้าการตลาดไว้ตามเดิมได้
  • ใครเป็นเจ้าของไฟล์นี้ ปกติ robots.txt อยู่กับทีมพัฒนา ขณะที่การตัดสินใจเรื่องสิทธิ์ในเนื้อหาอยู่กับกองบรรณาธิการหรือฝ่ายกฎหมาย กฎที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของมักถูกเขียนทับในรอบดีพลอยถัดไป
  • แล้ว crawler เจ้าอื่นจะเอาอย่างไร ประโยคของ Apple ครอบคลุมเฉพาะ Apple การตัดสินใจเรื่อง Applebot-Extended โดยไม่ตัดสินใจเรื่องรายอื่นคือนโยบายที่ทำไว้ครึ่งเดียว

สำหรับทีมที่กำลังคิดเรื่องการปรากฏตัวของเนื้อหาในคำตอบที่ AI สร้างขึ้น การตัดสินใจนี้อยู่ในชุดเดียวกับงาน AI SEO ส่วนฝั่งการถูกมองเห็นในเครื่องมือค้นหาแบบ generative เป็นงานของ GEO การกันเนื้อหาไม่ให้ถูกเอาไปเทรน กับการอยากถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI เป็นเป้าหมายคนละตัวที่ถือไว้พร้อมกันได้ เพราะถูกกำกับด้วยกฎคนละชุดและ agent คนละตัว

สิ่งที่ประกาศนี้ยังไม่ได้ครอบคลุม

ข้อแรก นี่คือคำแถลงของ Apple เกี่ยวกับ Apple Search เท่านั้น ไม่ได้บอกอะไรเลยว่าเสิร์ชเอนจินเจ้าอื่นปฏิบัติกับกฎ Applebot-Extended อย่างไร และไม่ได้พูดถึงอันดับในที่อื่น

ข้อสอง ไม่ได้พูดถึง crawler ของ Google, OpenAI, Anthropic หรือ Perplexity แต่ละเจ้ามีโทเคนของตัวเองและมีพฤติกรรมที่ประกาศไว้เอง การตัดสินใจกับ Apple จึงโอนไปใช้กับเจ้าอื่นไม่ได้

ข้อสาม นี่คือข้อความในเอกสาร ไม่ใช่ผลการทดสอบที่มีคนภายนอกยืนยัน ยังไม่มีใครนอก Apple ทำการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมเพื่อแสดงว่าเว็บที่บล็อกแล้วอันดับยังอยู่ที่เดิม สิ่งที่มีคือคำมั่นที่ Apple เขียนไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึ่งพาได้ตามสมควร แต่ยังเป็นหลักฐานคนละประเภทกับผลการวัด

ข้อสี่ นี่คือคำแถลงเรื่องอันดับ ซึ่งแคบกว่าคำแถลงเรื่องปริมาณทราฟฟิก เอกสารระบุว่าหน้าเว็บที่ปฏิเสธ Applebot-Extended ยังถูกรวมอยู่ในผลการค้นหาได้ และกฎเหล่านั้นไม่ถูกนำมาคิดในการจัดอันดับ แต่ไม่ได้ให้สัญญาใด ๆ ว่าเว็บไซต์จะได้ทราฟฟิกเท่าไร

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย

เอกสารของ Apple ไม่ได้เอ่ยถึงประเทศไทยหรือตลาดใดเป็นการเฉพาะ และเท่าที่รายงานออกมา การอัปเดตครั้งนี้ก็ไม่ได้แยกตามภูมิภาค สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับเจ้าของเว็บไทยจึงเป็นเรื่องเดียวกับที่เปลี่ยนไปสำหรับทุกคน คือความกลัวเรื่องอันดับที่ค้างอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ตอนนี้มีคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วในฝั่งของ Apple

น้ำหนักของเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าเว็บไซต์พึ่งพาพื้นผิวของ Apple มากแค่ไหน ผู้เผยแพร่เนื้อหาไทย เว็บสื่อ และแบรนด์ที่มีคลังคอนเทนต์หนาและมีผู้ใช้ iPhone เป็นฐานใหญ่ ย่อมมีส่วนได้ส่วนเสียจริงกับ Siri, Spotlight และคำแนะนำใน Safari และเว็บกลุ่มนี้เองที่ความกังวลเรื่องการบล็อกฟังขึ้นที่สุดมาตลอด ส่วนเว็บธุรกิจท้องถิ่นขนาดเล็กที่ทราฟฟิกมาจาก Google และโซเชียลเป็นหลัก เรื่องนี้มีน้ำหนักน้อยกว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหน

อีกมุมหนึ่งคือเรื่องสิทธิ์ในงาน ซึ่งผู้เผยแพร่ไทยที่ผลิตงานภาษาไทยต้นฉบับควรชั่งน้ำหนักด้วยเหตุผลของตัวเอง เนื้อหาภาษาไทยยังนับว่าหายากเมื่อเทียบกับภาษาอื่นในฐานะวัตถุดิบเทรนโมเดล คำถามว่าจะยกให้หรือไม่ยกจึงเป็นการตัดสินใจจริง ไม่ใช่พิธีกรรม การอัปเดตของ Apple ไม่ได้ตอบคำถามนั้นให้ มันแค่ตัดเหตุผลที่ไม่ดีข้อหนึ่งสำหรับการหลบคำถามนี้ออกไป

บล็อก Applebot-Extended แล้วอันดับใน Apple Search จะตกไหม

ไม่ตก ตามเอกสารของ Apple เองที่ระบุว่ากฎของเว็บไซต์สำหรับ Applebot-Extended ไม่ถูกนำมาพิจารณาในการจัดอันดับสำหรับการค้นหา และหน้าเดียวกันยังระบุว่าหน้าเว็บที่ปฏิเสธ Applebot-Extended ยังถูกรวมอยู่ในผลการค้นหาได้

บล็อกแล้วเว็บจะหายไปจาก Siri หรือ Spotlight หรือเปล่า

เอกสารของ Apple ระบุว่าหน้าเว็บที่ปฏิเสธ Applebot-Extended ยังถูกรวมอยู่ในผลการค้นหาได้ และแยก Applebot-Extended ออกจาก crawler ที่ทำหน้าที่เก็บหน้าเว็บ กฎนี้จึงคุมการนำข้อมูลที่เก็บไปแล้วไปเทรน ไม่ใช่การจัดทำดัชนี

ใช้กับ crawler ของ Google, OpenAI หรือ Perplexity ได้ด้วยไหม

ไม่ได้ และแหล่งข้อมูลนี้ไม่ได้พูดถึงเจ้าอื่นเลย คำแถลงของ Apple พูดถึง Apple Search และโทเคน Applebot-Extended เท่านั้น ส่วนบริษัทอื่นมี agent และพฤติกรรมที่ประกาศไว้ของตัวเอง ซึ่งต้องตัดสินใจแยกกัน

ต้องรีบทำอะไรตอนนี้ไหม

ไม่ต้อง เพราะนี่คือการอัปเดตเอกสาร ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่บังคับให้ต้องลงมือ เว็บที่ยังไม่มีกฎ Applebot-Extended ก็อยู่ในสถานะเดิมทุกอย่างเหมือนสัปดาห์ก่อน การอัปเดตนี้มีความหมายเฉพาะกับคนที่ลังเลเพราะกลัวเรื่องอันดับเท่านั้น

ยืนยันสำหรับประเทศไทยแล้วหรือยัง

เอกสารไม่ได้แยกข้อมูลตามประเทศ จึงไม่มีคำแถลงเฉพาะสำหรับประเทศไทยให้อ้างอิง ข้อความถูกเขียนไว้ในลักษณะคำอธิบายทั่วไปว่า Apple ปฏิบัติกับโทเคนนี้อย่างไร

ถ้าคำถามเรื่องข้อมูลเทรนค้างอยู่ในลิสต์ของใครสักคนมาตั้งแต่ AI crawler รุ่นแรก ๆ สัปดาห์นี้เป็นจังหวะที่ดีพอจะเคาะให้จบ ทีม Relevant Audience ยินดีนั่งดูไปด้วยกันว่า robots.txt ของคุณตอนนี้อนุญาตอะไรไว้บ้าง และการแลกได้แลกเสียของเนื้อหาชุดนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ก่อนจะแตะอะไรลงไปจริง

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น