สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Digiday รายงานเมื่อ 8 กันยายน 2569 ว่าข้อมูลของ Cloudflare ระบุว่าบอทและเอเจนต์ AI คิดเป็นมากกว่าครึ่งของคำขอทั้งหมดบนเว็บ
- ประธานเอเจนซีสื่อรายหนึ่งบอกว่าลูกค้าอีคอมเมิร์ซเห็นทราฟฟิกบอทเพิ่ม 80% เทียบปีต่อปี และผลงานเริ่มเสื่อมตั้งแต่ไตรมาสสี่ปีที่แล้ว
- การบีบเงื่อนไขรีทาร์เก็ตติ้งเพื่อคัดทราฟฟิกที่น่าสงสัยออก ทำให้ CPM เฉลี่ยของเอเจนซีนั้นสูงขึ้น 20%
- เอเจนต์ AI หยิบสินค้าใส่ตะกร้าและสมัครรับจดหมายข่าวได้ ตัวกรองที่จับเฉพาะการเข้าชมที่เด้งออกจึงจับไม่ได้
- ผู้ก่อตั้งแบรนด์หมอนรายหนึ่งบอกว่าเลือกจำแนกประเภททราฟฟิกอัตโนมัติมากกว่าบล็อก และ Reuters รายงานว่าการค้นหาผ่านเอเจนต์ของ John Lewis เพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.5% ใน 1 ปี
เอเจนต์อัตโนมัติและบอทคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของคำขอ (request) ทั้งหมดบนเว็บแล้ว อ้างอิงข้อมูลของ Cloudflare ที่ Digiday อ้างถึงในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 และนักการตลาดที่ให้สัมภาษณ์ในรายงานฉบับนี้ก็เห็นไม่ตรงกันว่าควรจัดการกับมันอย่างไร ประธานของเอเจนซีสื่อรายหนึ่งบอกกับ Digiday ว่าลูกค้ากลุ่มอีคอมเมิร์ซของเขาเห็นทราฟฟิกจากบอทเพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เครื่องมือรีทาร์เก็ตติ้งกำลังผลักงบสื่อไปหาสิ่งที่กลายเป็นบอท และการบีบเงื่อนไขรีทาร์เก็ตติ้งให้แคบลงเพื่อกันบอทออกไปทำให้ CPM เฉลี่ยสูงขึ้น 20% ขณะที่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ขายตรงถึงผู้บริโภคอีกรายที่ถูกอ้างถึงในบทความเดียวกันพูดตรงข้าม เขาสนใจการจำแนกประเภททราฟฟิกอัตโนมัติมากกว่าการบล็อกมัน เพราะทราฟฟิกที่มาจากผู้ช่วย AI ทำอัตราคอนเวอร์ชันได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์เขาหลายเท่าอยู่แล้ว
Digiday รายงานอะไรเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569
บทความชิ้นนี้เขียนโดย Sam Bradley และสร้างขึ้นจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารเอเจนซีและผู้ก่อตั้งแบรนด์หนึ่งราย ว่าด้วยปัญหาด้านการวัดผล ไม่ใช่การประกาศฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มใด ไม่มีใครเปิดตัวอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่เปลี่ยนคือองค์ประกอบของทราฟฟิกบนเว็บเอง และตัวเลขที่อยู่ตรงกลางคือตัวเลขของ Cloudflare ที่ว่าเมื่อนับเอเจนต์และบอทรวมกันแล้ว มันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของคำขอทั้งหมดบนเว็บ
นี่เป็นข้อความเกี่ยวกับคำขอ ไม่ใช่เกี่ยวกับผู้ซื้อ มันไม่ได้แปลว่าครึ่งหนึ่งของผู้เข้าชมเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเป็นบอท และ Digiday ก็ไม่ได้อ้างเช่นนั้น สิ่งที่มันแปลได้จริงคือ กลุ่มผู้ชมใดก็ตามที่ประกอบขึ้นด้วยการวางพิกเซลไว้บนเว็บไซต์แล้วเก็บทุกคนที่เข้ามา ตอนนี้ถูกประกอบขึ้นจากกระแสข้อมูลที่คำขอซึ่งไม่ใช่มนุษย์เป็นฝ่ายข้างมากในระดับโปรโตคอล ทั้งกลุ่มผู้ชมรีทาร์เก็ตติ้ง กลุ่มตั้งต้นสำหรับสร้าง lookalike และกลุ่มผู้ชมแบบกำหนดเองจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ ล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีนี้ทั้งหมด
ทำไมตัวกรองบอทแบบเดิมถึงจับไม่ได้อีกต่อไป
กลไกที่ระบุไว้ในรายงานมีความเฉพาะเจาะจงและควรทำความเข้าใจ เพราะมันอธิบายว่าทำไมวิธีคัดกรองที่ใช้ได้ผลมาหลายปีถึงหยุดทำงาน David Dweck ประธานของเอเจนซีสื่อรายหนึ่ง บอกกับ Digiday ว่าเอเจนต์ AI ทำให้ปัญหายากกว่าบอทแบบดั้งเดิม เพราะเอเจนต์สามารถหยิบสินค้าใส่ตะกร้าและสมัครรับจดหมายข่าวได้ ตัวกรองที่ถูกสร้างมาเพื่อจับบอทที่เข้าหน้าเว็บแล้วเด้งออกไปจะไม่ทำงานกับเซสชันที่เข้ามาเลือกดูสินค้า หยิบใส่ตะกร้า แล้วกรอกฟอร์มส่ง เมื่อดูจากสัญญาณเชิงพฤติกรรมทุกตัวที่ตัวกรองเหล่านั้นใช้ เอเจนต์จะดูเหมือนผู้เข้าชมคุณภาพดี
Dweck บอกว่าเรื่องนี้ทำให้รีทาร์เก็ตติ้งเป็นพิษ เครื่องมือยังคงใช้งบไปกับเซสชันเหล่านั้นต่อไป และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าก็พุ่งขึ้น เขาระบุว่าประสิทธิภาพเริ่มเสื่อมลงตั้งแต่ไตรมาสสี่ของปีที่แล้ว และลากยาวมาถึงปีนี้ ช่วงเวลานี้ตีความผิดได้ง่าย เพราะผลงานที่ตกลงตั้งแต่ไตรมาสสี่มักถูกโยนไปให้ฤดูกาล การเปลี่ยนชิ้นงานโฆษณา การเปลี่ยนอัลกอริทึม หรือคู่แข่ง มันจึงเป็นช่วงที่วินิจฉัยผิดได้ง่ายมาก
ต้นทุนที่ถูกระบุไว้ในรายงาน
ตัวเลขที่ชัดที่สุดคือตัวเลขของทางแก้ ไม่ใช่ของตัวปัญหา Dweck บอกว่าลูกค้าของเขาบีบเงื่อนไขรีทาร์เก็ตติ้งให้แคบลงเพื่อคัดทราฟฟิกที่น่าสงสัยออก และการทำแบบนั้นทำให้ CPM เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20% การบีบกลุ่มผู้ชมให้แคบลงย่อมทำให้กลุ่มเล็กลงและแพงขึ้นต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง กลุ่มที่สะอาดกว่าจึงมีต้นทุนในการเข้าถึงสูงกว่า ใครก็ตามที่กำลังตัดสินใจว่าจะทำแบบเดียวกันหรือไม่ ควรมองตัวเลข 20% เป็นราคาที่เอเจนซีหนึ่งรายรายงานไว้สำหรับการตัดสินใจนั้น ไม่ใช่เป็นค่ามาตรฐานอ้างอิง
ผู้บริหารรายอื่นที่ถูกอ้างถึงพูดถึงความเสียหายที่ลึกลงไปในสายงาน Mallory Beck รองประธานฝ่ายบริการลูกค้า บอกกับ Digiday ว่ากิจกรรมของบอททำให้ยอดการแสดงผลและคอนเวอร์ชันพองเกินจริง ทำให้แคมเปญดูดีกว่าความเป็นจริง ทำให้กลุ่มผู้ชม lookalike ขุ่นมัว และกินโควตาการจำกัดความถี่ในการแสดงโฆษณา นั่นคือความล้มเหลวสี่อย่างที่มาจากสาเหตุเดียว ผลงานที่รายงานออกมาสูงขึ้น รายชื่อตั้งต้นที่ใช้ฝึกระบบกำหนดกลุ่มเป้าหมายแย่ลง และการแสดงผลที่คุณจ่ายเงินเพื่อจำกัดความถี่กับคนจริงถูกใช้ไปกับคำขอที่ไม่เคยเป็นคนเลย ส่วน Colin Maduzia รองประธานอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์ประสบการณ์และผลิตภัณฑ์ บอกว่าทราฟฟิกจากบอทที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดการสั่งซื้อฉ้อฉล และทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลกับการระบุที่มาของคอนเวอร์ชันสับสน
ผู้ลงโฆษณาบางรายเลือกถอยออกมาแทนที่จะบีบเงื่อนไข Nola Ladd หัวหน้างานสื่อของแบรนด์ บอกว่าลูกค้าสามรายของเธอได้รับผลกระทบ และทราฟฟิกจากบอทเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาโลงให้กับการทำรีทาร์เก็ตติ้งของลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งย้ายงบไปยังสื่อค้าปลีกและโซเชียล ด้าน Megan Herling ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสื่อ บอกกับ Digiday ว่าลูกค้าลดการทำรีทาร์เก็ตติ้งลงเมื่อผลงานตกลง และระบุว่าบอทเป็นสาเหตุหนึ่งควบคู่ไปกับการอัปเดตด้านความเป็นส่วนตัวและการที่ผู้ใช้ปฏิเสธการเก็บข้อมูล ซึ่งทำให้สเกลของกลุ่มผู้ชมหดลงอย่างมาก ผู้ให้สัมภาษณ์รายอื่นในบทความย้ายงบออกจากโปรแกรมมาติกไปหา Google, Amazon และ Meta
ข้อโต้แย้งอีกด้าน จำแนกประเภท ไม่ใช่บล็อก
ส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดของรายงานคือมันไม่ได้สรุปลงที่คำตอบเดียว Chad Keller ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์หมอนขายตรงถึงผู้บริโภคชื่อ Mellow Sleep บอกกับ Digiday ว่าบริษัทของเขาสนใจการจำแนกประเภททราฟฟิกอัตโนมัติมากกว่าการบล็อกมัน เพราะทราฟฟิกที่มาจากผู้ช่วย AI ทำอัตราคอนเวอร์ชันได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์เขาหลายเท่าอยู่แล้ว การบล็อกแบบเหมารวมจะทิ้งส่วนนั้นไปทั้งหมด
Digiday สนับสนุนประเด็นนี้ด้วยตัวเลขจากรายงานของ Reuters ว่าที่ห้างค้าปลีกอังกฤษ John Lewis การค้นหาผ่านเอเจนต์ AI เพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.5% ของการเข้าชมเว็บทั้งหมดภายในหนึ่งปี นั่นยังเป็นสัดส่วนที่เล็ก และสิ่งที่น่าสนใจคืออัตราการเติบโตมากกว่าตัวระดับ มันยังทำให้เส้นแบ่งชัดขึ้นด้วย ทราฟฟิกอัตโนมัติบางส่วนคือโปรแกรมขูดข้อมูลหรือขบวนการฉ้อโกง บางส่วนคือนักช้อปที่ส่งผู้ช่วยมาสำรวจล่วงหน้า การเหมาว่าทั้งสองอย่างเป็นสัญญาณรบกวนทำให้เสียเงินไปทางหนึ่ง และการเหมาว่าทั้งสองอย่างเป็นผู้ซื้อก็ทำให้เสียเงินไปอีกทางหนึ่ง
Tim Lathrop รองประธานฝ่ายแพลตฟอร์มดิจิทัล ชี้ไปที่การตรวจสอบก่อนประมูล (pre-bid verification) และการใช้รายการเว็บไซต์ที่อนุญาต (inclusion list) ในฐานะทางแก้ฝั่งการซื้อสื่อ ซึ่งเป็นคำตอบเรื่องคุณภาพของอุปทานสื่อ ไม่ใช่เรื่องความสะอาดของกลุ่มผู้ชม
ตัวเลขที่รายงานไว้ รวมอยู่ที่เดียว
ตัวเลขทุกตัวด้านล่างปรากฏอยู่ในรายงานของ Digiday เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 และถูกอ้างอิงถึงบุคคลหรือแหล่งข้อมูลที่ระบุชื่อไว้ในรายงานนั้น
| ตัวเลขที่ Digiday รายงานเมื่อ 8 กันยายน 2569 | ค่า |
|---|---|
| สัดส่วนคำขอบนเว็บทั้งหมดที่มาจากบอทและเอเจนต์ ตามข้อมูล Cloudflare | มากกว่าครึ่งหนึ่ง |
| ทราฟฟิกจากบอทที่เพิ่มขึ้นในลูกค้าอีคอมเมิร์ซของเอเจนซีหนึ่งราย เทียบปีต่อปี | 80% |
| การเปลี่ยนแปลงของ CPM เฉลี่ยหลังบีบเงื่อนไขรีทาร์เก็ตติ้งให้แคบลง | เพิ่มขึ้น 20% |
| สัดส่วนการค้นหาผ่านเอเจนต์ AI ของ John Lewis ในหนึ่งปี ตามรายงาน Reuters | 0.3% เป็น 2.5% |
| จำนวนลูกค้าที่ผู้บริหารรายหนึ่งระบุว่าได้รับผลกระทบ | สามราย |
สิ่งที่รายงานไม่ได้บอก
ในบทความไม่มีตัวเลขของประเทศไทย และไม่มีการแยกสัดส่วนบอทตามประเทศหรือภูมิภาคเลย ตัวเลขของ Cloudflare เป็นตัวเลขระดับโลกและระบุเป็นสัดส่วนของคำขอบนเว็บ จึงแปลงเป็นสัดส่วนของทราฟฟิกของผู้ลงโฆษณารายใดรายหนึ่งไม่ได้ อย่าปล่อยให้ผู้ขายบริการยกตัวเลขนี้มาอ้างกับคุณราวกับว่ามันอธิบายบัญชีโฆษณาของคุณ
รายงานยังไม่ได้ระบุชื่อเครื่องมือใดที่แยกเอเจนต์ AI ออกจากผู้เข้าชมที่เป็นมนุษย์ได้อย่างน่าเชื่อถือ ไม่ได้บอกว่าในตัวเลขการเพิ่มขึ้น 80% นั้นเป็นเอเจนต์กี่ส่วนและเป็นบอทธรรมดากี่ส่วน และไม่ได้ระบุปริมาณว่าต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าที่สูงขึ้นนั้นเกิดจากบอทมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นส่วนตัวและการปฏิเสธการเก็บข้อมูลที่ถูกกล่าวถึงควบคู่กันไป นี่คือชุดคำบอกเล่าของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่งานวิจัยที่มีการควบคุมตัวแปร และผู้ปฏิบัติงานคนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงก็เห็นต่างจากคนอื่นในเรื่องข้อสรุป
สิ่งที่ควรตรวจสอบในบัญชีของคุณเอง
เรื่องนี้ให้รูปแบบที่เอาไปทดสอบได้ มากกว่าจะเป็นคำสั่งให้ทำตาม ลายเซ็นของปัญหาคือกลุ่มผู้ชมที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ผลลัพธ์ที่สร้างจากกลุ่มนั้นไม่โตตาม
- เทียบขนาดกลุ่มผู้ชมกับจำนวนคอนเวอร์ชันในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้ารายชื่อรีมาร์เก็ตติ้งจากผู้เข้าชมเว็บไซต์โตขึ้นทุกเดือนแต่คอนเวอร์ชันจากกลุ่มนั้นทรงตัวหรือลดลง สมาชิกที่เพิ่มเข้ามาไม่ได้ซื้อ และจำนวนสมาชิกที่พองเกินจริงคืออาการที่รายงานระบุไว้
- ดูเซสชันที่มีการหยิบสินค้าใส่ตะกร้าหรือส่งฟอร์ม แต่ไม่มีพฤติกรรมต่อเนื่องแบบที่มนุษย์ทำ เพราะรายงานระบุว่าเอเจนต์ทำสองการกระทำนั้นได้พอดี
- ตรวจว่าต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าในแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้งเริ่มไหลขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสี่ของปีที่แล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานเอเจนซีรายหนึ่งระบุไว้ว่าประสิทธิภาพเริ่มเสื่อม แล้วเทียบกับแคมเปญหากลุ่มลูกค้าใหม่ในช่วงเดียวกัน ถ้าสองอย่างแยกทางกัน ปัญหาชี้ไปที่กลุ่มผู้ชม ไม่ใช่ที่สภาพตลาด
- ดูรายงานความถี่ในการแสดงโฆษณา โควตาความถี่ที่ถูกเผาไปกับคำขอที่ไม่ใช่มนุษย์แปลว่าคนจริงเห็นโฆษณาน้อยกว่าที่คุณจ่าย ซึ่งจะปรากฏเป็นการเข้าถึงที่ลดลงขณะที่ความถี่ยังเท่าเดิม
- แยกทราฟฟิกตามแหล่งอ้างอิงและดูส่วนที่มาจากผู้ช่วย AI แยกต่างหากก่อนตัดสินใจคัดอะไรออก เพราะตัวอย่างสวนทางในรายงานคือแบรนด์ที่ทราฟฟิกจากผู้ช่วย AI ทำคอนเวอร์ชันได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์
ส่วนใหญ่ของรายการนี้ดูได้จากระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ตั้งค่าไว้อย่างถูกต้อง และหลายบัญชีทำการตรวจสอบเหล่านี้ไม่ได้เพราะระบบวัดผลถูกตั้งมาเพื่อนับเซสชัน ไม่ใช่เพื่อแยกส่วนมัน ถ้า การตั้งค่า GA4 ของคุณแสดงอัตราคอนเวอร์ชันแยกตามแหล่งอ้างอิงและตามกลุ่มผู้ชมย้อนหลัง 12 เดือนไม่ได้ การตรวจสอบข้างต้นคือสิ่งแรกที่มันควรทำได้
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับนักการตลาดไทย
ตัวเลขของ Cloudflare เป็นสัดส่วนคำขอบนเว็บระดับโลก และ Digiday ไม่ได้ให้ตัวเลขของประเทศไทย จึงไม่มีอะไรในรายงานนี้ที่บอกว่าทราฟฟิกของเว็บไซต์ไทยเป็นระบบอัตโนมัติกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวกลไกไม่สนใจว่าเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ไหน กลุ่มผู้ชมรีมาร์เก็ตติ้งใดก็ตามที่สร้างจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ ถูกสร้างจากเว็บสาธารณะชุดเดียวกัน และเอเจนต์ที่หยิบสินค้าใส่ตะกร้าบนเว็บอีคอมเมิร์ซในกรุงเทพก็ดูเหมือนมนุษย์ในสายตาพิกเซลไม่ต่างจากเอเจนต์ที่หยิบใส่ตะกร้าในชิคาโก
ส่วนที่ถ่ายทอดมาใช้ได้ตรงที่สุดคือเรื่องการแลกเปลี่ยนต้นทุน ผู้ลงโฆษณาไทยที่ทำรีมาร์เก็ตติ้งบนกลุ่มผู้ชมขนาดเล็กอยู่แล้วมักอยู่ใกล้เกณฑ์ขนาดขั้นต่ำที่แพลตฟอร์มบังคับ การบีบเงื่อนไขให้แคบลงจึงอาจดันกลุ่มผู้ชมให้ต่ำกว่าเกณฑ์และหยุดการแสดงโฆษณาไปเลย แทนที่จะแค่ทำให้ CPM สูงขึ้น 20% การเช็กขนาดกลุ่มผู้ชมก่อนบีบเงื่อนไขจึงมีค่ามากกว่าตัวการบีบเงื่อนไขเสียอีก
ข้อพิจารณาที่สองคือ ถ้าตัดรีมาร์เก็ตติ้งแล้วงบจะไปไหน ผู้ลงโฆษณาหลายรายในรายงานย้ายงบไปยังสื่อค้าปลีก โซเชียล และแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ในประเทศไทยการย้ายแบบเดียวกันมักมุ่งไปที่การโฆษณาบนมาร์เก็ตเพลสและ LINE ซึ่งมีคำถามด้านการวัดผลของตัวเองตามมา ไม่ได้แก้ปัญหาที่อธิบายไว้ตรงนี้ ถ้าคุณกำลังชั่งใจเรื่องนี้ให้ร้านค้าออนไลน์ คำถามเรื่องกลุ่มผู้ชมกับคำถามเรื่องช่องทางควรตอบไปพร้อมกันในแผน การตลาดอีคอมเมิร์ซ ของคุณ มากกว่าจะแยกกันตอบ
คำถามที่พบบ่อย
แปลว่าครึ่งหนึ่งของคนที่เข้าเว็บไซต์ผมเป็นบอทใช่ไหม
ไม่ใช่ ตัวเลขของ Cloudflare ที่ Digiday อ้างถึงอธิบายสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของคำขอทั้งหมดบนเว็บโดยรวม ไม่ใช่ส่วนผสมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง คำขอรวมถึงครอว์เลอร์ การเรียก API และการดึงข้อมูลอัตโนมัติที่ไม่เคยปรากฏเป็นเซสชันในระบบวิเคราะห์ข้อมูลของคุณเลย สัดส่วนของคุณเองต้องหาจากข้อมูลของคุณเองเท่านั้น และรายงานก็ไม่ได้แยกข้อมูลรายเว็บไซต์หรือรายประเทศไว้
มีตัวเลขทราฟฟิกบอทของประเทศไทยหรือไม่
ไม่มี แหล่งข่าวไม่ได้ให้ตัวเลขสัดส่วนบอทเฉพาะของประเทศไทยหรือของภูมิภาค และไม่มีการแยกตามประเทศ ใครก็ตามที่อ้างตัวเลขเปอร์เซ็นต์บอทของไทยโดยอ้างอิงรายงานฉบับนี้ คือการแต่งตัวเลขขึ้นมาเอง
ควรปิดรีทาร์เก็ตติ้งไปเลยไหม
รายงานไม่ได้แนะนำเช่นนั้น และผู้ปฏิบัติงานในรายงานก็ทำต่างกันไป บางรายบีบเงื่อนไขรีทาร์เก็ตติ้งให้แคบลงและยอมรับ CPM เฉลี่ยที่สูงขึ้น 20% บางรายตัดรีทาร์เก็ตติ้งแล้วย้ายงบไปยังสื่อค้าปลีกและโซเชียล ส่วนผู้ก่อตั้งแบรนด์รายหนึ่งบอกว่าเขาอยากจำแนกประเภททราฟฟิกอัตโนมัติมากกว่าจะบล็อกมัน เพราะการเข้าชมที่มาจากผู้ช่วย AI ทำคอนเวอร์ชันได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์เขา การตัดสินใจขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลกลุ่มผู้ชมเทียบกับคอนเวอร์ชันของคุณเองบอกอะไร
จะแยกเอเจนต์ AI ออกจากผู้เข้าชมที่เป็นมนุษย์ได้อย่างไร
รายงานไม่ได้ระบุวิธีที่เชื่อถือได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ผู้บริหารที่ถูกอ้างถึงเห็นไม่ตรงกัน แต่รายงานระบุพฤติกรรมที่ทำให้ตัวกรองแบบเดิมใช้ไม่ได้ไว้ชัดเจน คือเอเจนต์ถูกรายงานว่าหยิบสินค้าใส่ตะกร้าและสมัครรับจดหมายข่าวได้ ตัวกรองที่จับเฉพาะการเข้าชมที่เด้งออกจึงจับพวกมันไม่ได้ ส่วนในฝั่งการซื้อสื่อ ผู้บริหารรายหนึ่งชี้ไปที่การตรวจสอบก่อนประมูลและการใช้รายการเว็บไซต์ที่อนุญาต
สัปดาห์นี้ต้องทำอะไรหรือเปล่า
ทำการเปรียบเทียบหนึ่งอย่าง คือขนาดกลุ่มผู้ชมเทียบกับคอนเวอร์ชันที่มาจากกลุ่มนั้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ถ้ารายชื่อโตขึ้นแต่คอนเวอร์ชันไม่โต คุณมีอาการตรงกับที่รายงานอธิบายไว้และมีเหตุผลที่จะดูให้ลึกกว่านี้ ถ้าทั้งสองอย่างขยับไปด้วยกัน เรื่องนี้ก็เป็นบริบทมากกว่าจะเป็นงานที่ต้องลงมือทำ
ก้าวต่อไปจากตรงนี้
บทสรุปที่ตรงไปตรงมาของรายงานคือ องค์ประกอบของทราฟฟิกบนเว็บเปลี่ยนเร็วกว่าตัวกรองที่ถูกสร้างมาอธิบายมัน และวงการยังไม่ได้ข้อสรุปว่าคำตอบคือการคัดออกหรือการจำแนกประเภท สิ่งที่ผู้ให้สัมภาษณ์เห็นตรงกันคือกลุ่มผู้ชมที่สร้างจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ดิบ ๆ ตอนนี้มีเซสชันอัตโนมัติที่แสดงพฤติกรรมเหมือนความตั้งใจซื้อปะปนอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวกรองแบบเดิมไม่เคยถูกสร้างมาให้แยกออก ถ้าอยากรู้ว่ากลุ่มรีมาร์เก็ตติ้งของคุณเองมีรูปแบบนี้หรือไม่ การตรวจสอบคือการเปรียบเทียบที่คุณรันได้ในระบบวิเคราะห์ข้อมูลภายในสัปดาห์นี้ และควรรันก่อนที่จะขยับงบใด ๆ







