Google starts rolling out hotel booking inside AI Mode

Google เริ่มเปิดให้จองโรงแรมภายใน AI Mode

aiAugust 28, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่า Google เริ่มทยอยเปิดให้จองโรงแรมภายใน AI Mode สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ภาษาอังกฤษ
  • การจองที่เข้าเงื่อนไขทำจนจบได้ผ่านขั้นตอน Continue on Google ที่ชำระด้วย Google Pay โดยโรงแรมหรือแพลตฟอร์มจองยังเป็นผู้ขายตามกฎหมายและดูแลบริการลูกค้าเอง
  • Google ระบุชื่อแพลตฟอร์มจอง 5 รายและเครือโรงแรม 5 ราย รวม 10 บริษัทในรอบเปิดตัว และบอกว่าจะทยอยขยายไปยังพาร์ตเนอร์เหล่านั้นในอีกไม่กี่สัปดาห์
  • การติดตามราคาตั๋วเครื่องบินใช้ราคาจากสายการบินและเว็บท่องเที่ยวพาร์ตเนอร์กว่า 300 ราย และเปิดใช้ในกว่า 180 ประเทศและดินแดน ยกเว้นเขต EEA
  • ประกาศไม่ได้บอกวิธีจัดลำดับตัวเลือก รายงานที่พาร์ตเนอร์จะได้รับ การใช้ Universal Commerce Protocol ของทุกราย หรือกำหนดการชำระเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน

Google เริ่มทยอยเปิดให้จองโรงแรมได้ภายใน AI Mode บนหน้าค้นหาแล้ว โดยรอบแรกจำกัดเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาและภาษาอังกฤษเท่านั้น Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่าการจองที่เข้าเงื่อนไขสามารถทำจนจบได้ผ่านขั้นตอนที่ชื่อว่า "Continue on Google" ซึ่งชำระเงินด้วย Google Pay และ Google ระบุชื่อแพลตฟอร์มจองที่พักและเครือโรงแรมรวม 10 รายสำหรับการเปิดตัวรอบแรก พร้อมกันนั้น Google ยังเพิ่มการติดตามราคาตั๋วเครื่องบินและการแสดงอัตราคะแนนหรือไมล์สะสมเข้ามาใน AI Mode ในรอบเดียวกัน

ขั้นตอนการจองโรงแรมทำงานอย่างไร

ผู้ใช้อธิบายทริปและความต้องการเรื่องที่พักภายในบทสนทนา AI Mode แล้วจะได้รับรายการตัวเลือกแบบเห็นภาพ พร้อมรีวิวจากผู้เข้าพักและรายละเอียดสำหรับเปรียบเทียบ สำหรับพาร์ตเนอร์ที่เชื่อมต่อระบบไว้แล้ว รายการนั้นจะมีปุ่ม "Continue on Google" ให้ผู้ใช้เลือกประเภทห้อง อ่านเงื่อนไขการยกเลิก และจ่ายเงินด้วย Google Pay ได้โดยไม่ต้องออกจาก Google

มีรายละเอียดหนึ่งบรรทัดในประกาศที่ตัดสินว่าความสัมพันธ์ทางการค้าย้ายไปมากแค่ไหน Google ระบุว่าโรงแรมหรือแพลตฟอร์มจองที่พักยังคงเป็นผู้ขายตามกฎหมาย และเป็นผู้ดูแลบริการลูกค้าเอง สิ่งที่ Google ทำคือเป็นพื้นที่ปิดการขาย ไม่ได้เข้ามาถือครองตัวการจอง การคืนเงิน หรือบทสนทนาการดูแลลูกค้าที่ตามมา สำหรับโรงแรมหรือเอเจนซีท่องเที่ยวออนไลน์ ความต่างตรงนี้คือเส้นแบ่งระหว่างการได้ช่องทางขายเพิ่มหนึ่งช่อง กับการเสียฐานข้อมูลลูกค้าไปทั้งชุด และเป็นบรรทัดที่สำคัญที่สุดในประกาศนี้สำหรับคนที่ต้องทำตัวเลขเชิงธุรกิจ

Google เคยส่งสัญญาณทิศทางนี้มาก่อนแล้ว ตามรายงานของ Search Engine Journal Google บอกไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่าในอนาคตผู้ใช้จะจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินจนจบได้ใน AI Mode แต่ตอนนั้นไม่ได้ให้กรอบเวลา และในงาน Google Marketing Live เมื่อเดือนพฤษภาคม บริษัทระบุว่าการจองโรงแรมจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมผูกไว้กับ Universal Commerce Protocol จากฟีเจอร์การเดินทางทั้งหมดที่เคยพรีวิวไว้ การชำระเงินจองโรงแรมคือฟีเจอร์แรกที่เริ่มปล่อยออกมาจริง

แต่ละฟีเจอร์เปิดที่ไหน และเงินไปจบตรงไหน

ฟีเจอร์ทั้งสามในรอบนี้อยู่คนละขั้นของความสมบูรณ์ วิธีแยกที่ใช้ได้จริงคือดูว่าการจ่ายเงินไปจบที่ใด ตารางด้านล่างสรุปเฉพาะสิ่งที่ Google ระบุไว้เท่านั้น

แต่ละฟีเจอร์เปิดที่ไหน และเงินไปจบตรงไหน
ฟีเจอร์พื้นที่ที่ Google ระบุว่าเปิดให้ใช้การซื้อไปจบที่ไหน
การจองโรงแรมใน AI Modeสหรัฐอเมริกา ภาษาอังกฤษจบภายใน Google ชำระด้วย Google Pay โดยโรงแรมหรือแพลตฟอร์มจองเป็นผู้ขายตามกฎหมาย
การติดตามราคาตั๋วเครื่องบินมากกว่า 180 ประเทศและดินแดน ยกเว้นประเทศและดินแดนในเขต EEAจบนอก Google ตั๋วยังต้องซื้อผ่านสายการบินหรือแพลตฟอร์มจอง
อัตราคะแนนหรือไมล์สะสมครอบคลุมพื้นที่และภาษาที่ AI Mode รองรับจบนอก Google ผู้ใช้ต้องกดลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของพาร์ตเนอร์เพื่อแลก

อ่านคอลัมน์สุดท้ายไล่ลงมาแล้วจะเห็นรูปร่างของการเปิดตัวรอบนี้ชัดขึ้น การจองโรงแรมเป็นเส้นทางเดียวที่ไปจบบนพื้นที่ของ Google เอง ส่วนตั๋วเครื่องบินและการแลกคะแนนยังส่งผู้ใช้ออกไปข้างนอกเหมือนเดิม แปลว่าเศรษฐศาสตร์แบบส่งต่อทราฟฟิกที่นักการตลาดสายท่องเที่ยวคุ้นเคยยังไม่เปลี่ยนสำหรับสองฟีเจอร์หลัง

รายชื่อบริษัทที่ Google ระบุในรอบเปิดตัว

Google ระบุชื่อเครือโรงแรมและเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์รวม 10 รายสำหรับการจองโรงแรมรอบแรก และมีอีกชุดหนึ่งสำหรับคะแนนและไมล์สะสม รายชื่อด้านล่างคือสิ่งที่ Google ให้ไว้ และไม่ควรอนุมานว่ามีรายอื่นนอกเหนือจากนี้

รายชื่อบริษัทที่ Google ระบุในรอบเปิดตัว
กลุ่มบริษัทที่ Google ระบุ
แพลตฟอร์มจองที่พักรอบแรกBooking.com, Expedia, Hotels.com, Priceline, Trip.com
พาร์ตเนอร์โรงแรมรอบแรกChoice Hotels International, Hilton, IHG Hotels and Resorts, Marriott International, Wyndham Hotels and Resorts
คะแนนหรือไมล์ที่รองรับรอบแรกAlaska Airlines และ Hawaiian Airlines, American Airlines, Choice Hotels, Hilton, Wyndham
คะแนนหรือไมล์ที่จะตามมาในอีกไม่กี่สัปดาห์Accor, Flying Blue, Hyatt, LATAM Airlines, Lufthansa Group

Google ระบุว่าการจองโรงแรมจะทยอยขยายไปยังพาร์ตเนอร์ที่ระบุชื่อไว้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัทใดนอกรายการนี้เลย และไม่ได้อธิบายว่าเครือโรงแรมหรือแพลตฟอร์มหนึ่งจะเข้าเป็นพาร์ตเนอร์ที่เชื่อมต่อระบบได้อย่างไร

การติดตามราคาตั๋วเครื่องบินและการแสดงราคาด้วยคะแนน

การติดตามราคาตั๋วเครื่องบินทำงานอยู่ในบทสนทนา ผู้ใช้ตั้งค่าระหว่างคุยกับ AI Mode ยืนยันเส้นทางและวันเดินทาง จากนั้น Google จะส่งอีเมลแจ้งเมื่อราคาเปลี่ยน Google ระบุว่าฟีเจอร์นี้ใช้ราคาปัจจุบันจากสายการบินและเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่เป็นพาร์ตเนอร์มากกว่า 300 ราย และเปิดให้ใช้ในกว่า 180 ประเทศและดินแดน โดยยกเว้นประเทศและดินแดนในเขต EEA ตั๋วยังต้องซื้อผ่านสายการบินหรือแพลตฟอร์มจองอยู่ดี ฝั่งตั๋วเครื่องบินของ AI Mode จึงยังเป็นพื้นที่ส่งต่อทราฟฟิก ไม่ใช่พื้นที่ปิดการขาย

AI Mode ยังแสดงจำนวนคะแนนหรือไมล์ที่ต้องใช้สำหรับเที่ยวบินและโรงแรมที่รองรับได้ด้วย โดยผู้ใช้ต้องกดลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของพาร์ตเนอร์เพื่อทำรายการแลก รอบแรกรองรับ Alaska Airlines และ Hawaiian Airlines, American Airlines, Choice Hotels, Hilton และ Wyndham ส่วน Accor, Flying Blue, Hyatt, LATAM Airlines และ Lufthansa Group จะตามมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ Google ระบุว่าฟีเจอร์คะแนนและไมล์เปิดใช้ได้ในพื้นที่และภาษาที่ AI Mode รองรับ และตั้งข้อสังเกตว่าบางฟีเจอร์ไม่เปิดให้ใช้ในประเทศและดินแดนเขต EEA

อีเมลแจ้งเตือนราคาเป็นจุดที่คนทำการตลาดสายท่องเที่ยวควรมองซ้ำอีกรอบ เพราะการแจ้งเตือนราคาสร้างเหตุผลตามกำหนดเวลาให้นักเดินทางกลับมาที่ Google แทนที่จะกลับไปที่แอปของสายการบินหรือเว็บเปรียบเทียบราคา และอีเมลนั้นส่งมาในนามของ Google ประกาศไม่ได้ระบุว่าอีเมลจะมีแบรนด์ของพาร์ตเนอร์อยู่ด้วยหรือไม่ และไม่ได้ระบุว่าลิงก์ปลายทางถูกนับที่มาอย่างไร ประเด็นนี้จึงควรถือว่ายังไม่รู้ ไม่ใช่เดาไปทางใดทางหนึ่ง

สิ่งที่ประกาศนี้ไม่ได้บอก

Search Engine Journal ระบุช่องว่างเหล่านี้ไว้ตรง ๆ และมันคือส่วนที่คนซื้อสื่อสายท่องเที่ยวต้องรู้ก่อนจะเปลี่ยนอะไรก็ตาม เรื่องที่ยังเปิดค้างไว้มีดังนี้

  • ลำดับของตัวเลือกในรายการจองถูกจัดเรียงอย่างไร Google ไม่ได้อธิบายตรรกะการจัดอันดับหรือการคัดเลือกโรงแรมที่แสดงผล
  • พาร์ตเนอร์ที่เชื่อมต่อระบบจะได้รายงานอะไรบ้าง ประกาศไม่ได้อธิบายเรื่องข้อมูลวิเคราะห์การจองสำหรับพาร์ตเนอร์
  • พาร์ตเนอร์ที่ระบุชื่อทุกรายใช้ Universal Commerce Protocol หรือไม่ Google ผูกการจองโรงแรมไว้กับโปรโตคอลนี้ในงาน Google Marketing Live เมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ประกาศรอบนี้เรียกบริษัทเหล่านั้นว่าพาร์ตเนอร์ที่เชื่อมต่อระบบ โดยไม่ได้บอกว่าทุกรายใช้โปรโตคอลดังกล่าว
  • การชำระเงินซื้อตั๋วเครื่องบินใน AI Mode จะมาเมื่อไร ไม่มีการให้วันที่ไว้
  • เงื่อนไขการเข้าเป็นพาร์ตเนอร์เป็นอย่างไร ประกาศปล่อยคำถามนี้ไว้โดยไม่ตอบ

ในประกาศไม่มีข้อความใดเกี่ยวกับการเปิดให้บริการในประเทศไทย และไม่มีกรอบเวลาสำหรับตลาดนอกสหรัฐอเมริกา ใครที่อ่านรายชื่อเครือโรงแรมระดับโลกแล้วตีความว่าการขยายไปทั่วโลกใกล้จะเกิดขึ้น กำลังอ่านสิ่งที่ไม่มีอยู่ในแหล่งข่าว

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย

ไม่มีอะไรในรอบเปิดตัวการจองโรงแรมนี้ที่ใช้งานได้ในประเทศไทยตอนนี้ Google อธิบายว่าเป็นการเปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ภาษาอังกฤษ และแหล่งข่าวไม่ได้ให้ข้อมูลการเปิดใช้ในไทยหรือกรอบเวลาไว้เลย นี่คือจุดตั้งต้นที่ตรงไปตรงมาที่สุด และควรเป็นประโยคแรกของบรีฟภายในทีมด้วย

เหตุผลที่เรื่องนี้ยังควรค่าแก่การจับตาคือเชิงโครงสร้าง และย่อหน้าถัดจากนี้เป็นการวิเคราะห์ ไม่ใช่สิ่งที่ Google พูด ธุรกิจท่องเที่ยวขาเข้าของไทยขายห้องพักจำนวนมากผ่านเอเจนซีท่องเที่ยวออนไลน์กลุ่มเดียวกับที่ Google ระบุชื่อไว้ในรอบเปิดตัว และโรงแรมไทยแข่งขันเพื่อการจองเหล่านั้นด้วยส่วนผสมของการมองเห็นบน OTA การค้นหาแบรนด์ และเว็บเปรียบเทียบราคา ถ้าขั้นตอนการจองของนักเดินทางชาวอเมริกันเริ่มไปจบภายใน Google ชั้นที่โรงแรมไทยใช้แข่งขันอยู่ตอนนี้ก็ถอยห่างจากเว็บไซต์ของโรงแรมเองไปอีกหนึ่งขั้น พาร์ตเนอร์ที่ถูกระบุชื่อคือกลุ่มที่จะรับทราฟฟิกนั้นก่อน ส่วนโรงแรมอิสระของไทยที่พึ่งการจองตรงอยู่นอกรายชื่อนั้นทั้งหมด

เรื่องที่สองที่ควรคิดต่อคือการวัดผล การจองที่ไปจบบน Google ไม่ใช่เซสชันบนเว็บไซต์ของโรงแรม ดังนั้นระบบวิเคราะห์ที่โรงแรมหรือแบรนด์ท่องเที่ยวไทยใช้ประเมินคุณค่าของแต่ละช่องทางจะเห็นเส้นทางของลูกค้าน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น และเมื่อ Google ไม่ได้อธิบายเรื่องรายงานสำหรับพาร์ตเนอร์ ก็ยังไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรจะมาทดแทนการมองเห็นส่วนที่หายไป ทีมที่ติดตามอยู่แล้วว่าดีมานด์ของตัวเองถูกตอบภายใน พื้นที่ค้นหาแบบเอไอ มากแค่ไหนก่อนที่คลิกจะมาถึงหน้าเว็บ ย่อมอยู่ในตำแหน่งที่สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าเมื่อเรื่องนี้มาถึงตลาดไทย

เรื่องที่สามคือบรรทัดเรื่องผู้ขายตามกฎหมาย และตรงนี้เป็นข่าวที่ผ่อนคลายสำหรับผู้ประกอบการ เพราะเมื่อโรงแรมหรือแพลตฟอร์มยังเป็นผู้ขายตามกฎหมายและดูแลบริการลูกค้าเอง ภาระด้านปฏิบัติการ นโยบายการคืนเงิน และความสัมพันธ์กับผู้เข้าพักก็ยังอยู่ที่เดิม สิ่งที่กำลังถูกทดลองเปลี่ยนคือพื้นที่ปิดการขาย ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในตัวลูกค้า

สิ่งที่ทีมท่องเที่ยวตรวจสอบได้ตอนนี้

ไม่มีข้อไหนที่ต้องรับมือแบบฉุกเฉินสำหรับผู้ลงโฆษณาในไทย เพราะยังไม่มีอะไรเปิดใช้ที่นี่ แต่ระหว่างที่การเปิดตัวยังอยู่ในวงจำกัด มีบางเรื่องที่ควรเช็กไว้

  • ตรวจว่าแพลตฟอร์มจองที่คุณใช้อยู่มีชื่อในรายการที่ Google ระบุหรือไม่ เพราะพาร์ตเนอร์กลุ่มนั้นคือกลุ่มที่ระบบจัดจำหน่ายจะเปลี่ยนก่อน
  • ถามผู้ดูแลบัญชีฝั่ง OTA หรือ channel manager ว่าการจองผ่านพาร์ตเนอร์ที่เชื่อมต่อระบบจะปรากฏในรายงานของเขาอย่างไร เพราะ Google ไม่ได้อธิบายว่าพาร์ตเนอร์จะได้ข้อมูลอะไร
  • ทำค่าตั้งต้นไว้ว่าดีมานด์จากสหรัฐอเมริกาของคุณมาจากแพลตฟอร์มที่ถูกระบุชื่อกับมาจากเว็บไซต์ของคุณเองในสัดส่วนเท่าไร เพื่อให้ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตวัดได้ ไม่ใช่เดาจากความรู้สึก
  • ทบทวนว่าข้อมูลที่พัก ราคา และเงื่อนไขการยกเลิกของคุณถูกแสดงบนแพลตฟอร์มเหล่านั้นอย่างไร เพราะรายการจองแสดงรีวิวผู้เข้าพักและรายละเอียดสำหรับเปรียบเทียบ
  • รักษาเส้นทางการจองตรงของคุณให้แข็งแรงไว้ ไม่มีอะไรในประกาศนี้ที่ลดคุณค่าของ ระบบขายออนไลน์ ของโรงแรมเอง และนั่นคือส่วนเดียวในห่วงโซ่ที่คุณควบคุมได้เต็มที่

คำถามที่พบบ่อย

การจองโรงแรมใน AI Mode ใช้ได้ในประเทศไทยหรือยัง

ยังไม่ได้ Google อธิบายว่าการเปิดตัวรอบนี้เป็นของผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ภาษาอังกฤษ และประกาศไม่ได้ให้ข้อมูลการเปิดใช้ในไทยหรือกรอบเวลาสำหรับตลาดอื่น

Google จะเข้ามาดูแลบริการลูกค้าแทนโรงแรมหรือไม่

ไม่ Google ระบุว่าโรงแรมหรือแพลตฟอร์มจองที่พักเป็นผู้ขายตามกฎหมายและเป็นผู้ดูแลบริการลูกค้า ความสัมพันธ์เรื่องการจองและการดูแลหลังการขายจึงยังอยู่กับผู้ประกอบการหรือแพลตฟอร์มเหมือนเดิม

ตอนนี้ซื้อตั๋วเครื่องบินจบใน AI Mode ได้แล้วหรือยัง

ยังไม่ได้ ตั๋วเครื่องบินยังต้องซื้อผ่านสายการบินหรือแพลตฟอร์มจอง และประกาศไม่ได้ให้วันที่สำหรับการชำระเงินซื้อตั๋วภายใน AI Mode

โรงแรมต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อให้ปรากฏในรายการจองหรือไม่

ประกาศไม่ได้บอกไว้ Google ระบุชื่อพาร์ตเนอร์ที่เชื่อมต่อระบบไว้ก็จริง แต่ไม่ได้อธิบายเงื่อนไขการเข้าเป็นพาร์ตเนอร์ วิธีจัดลำดับตัวเลือกในรายการ หรือรายงานที่พาร์ตเนอร์จะได้รับ

การติดตามราคาตั๋วเครื่องบินใช้ได้ในไทยหรือไม่

Google ระบุว่าการติดตามราคาตั๋วเครื่องบินเปิดใช้ในกว่า 180 ประเทศและดินแดน โดยยกเว้นเขต EEA และไม่ได้เผยแพร่รายชื่อรายประเทศ ดังนั้นแหล่งข่าวจึงไม่ได้ยืนยันการเปิดใช้สำหรับตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นการเฉพาะ

สรุปสำหรับคนทำการตลาดท่องเที่ยว

การอ่านแบบไม่เกินจริงคือ หนึ่งขั้นตอนของหนึ่งเส้นทางการซื้อได้ย้ายที่ ในหนึ่งประเทศ หนึ่งภาษา และกับพาร์ตเนอร์ชุดที่ถูกระบุชื่อไว้แล้ว ส่วนที่ยังวัดไม่ได้คือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าขั้นตอนนั้นย้ายต่อไปเรื่อย ๆ เพราะการปิดการขายภายใน Google เปลี่ยนว่าใครเป็นเจ้าของจังหวะที่เกิดคอนเวอร์ชัน มากกว่าจะเปลี่ยนว่าใครเป็นคนให้บริการห้องพัก อ่านประกาศฉบับเต็มและรายชื่อพาร์ตเนอร์ได้ที่ รายงานของ Search Engine Journal

ถ้าคุณขายบริการท่องเที่ยวให้ผู้ชมต่างประเทศ และอยากเห็นภาพชัดว่าดีมานด์ของคุณถูกตอบภายในพื้นที่เอไอไปแล้วมากแค่ไหนก่อนที่คลิกจะมาถึงเว็บไซต์ ทีมงานช่วยทำแผนภาพนั้นและวางแผนรับมือได้ รวมถึงการปรับวิธีเขียนหน้าเว็บสำหรับ การค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ ทักมาคุยได้เมื่อคุณอยากได้ภาพจริงแทนการเดา

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น