สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Profound ติดตามการรันพรอมต์ ChatGPT Shopping 1,757,723 ครั้งในเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมตัวอย่างการมองเห็นของลูกค้า 687 ราย
- วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สินค้าที่มาจากฟีดขยับจาก 8.26% เป็น 61.54% และการดึงข้อมูลจากฟีดคิดเป็นราว 65% ของคำแนะนำที่ติดตามได้ ณ วันที่ 3 กันยายน 2569
- ลูกค้า 450 รายจาก 687 รายเสียการมองเห็นใน Shopping อย่างน้อยหนึ่งในสาม เมื่อเทียบ 7-9 กรกฎาคม กับ 10-12 กรกฎาคม 2569 ขณะที่ 67 รายได้เพิ่มในอัตราเดียวกัน
- การอ้างอิงที่ตกไปอยู่กับร้าน 10 อันดับแรกเพิ่มจาก 22.5% เป็น 41.8% และจำนวนร้านที่ถูกอ้างอิงแบบไม่ซ้ำลดจาก 13,524 เหลือ 10,607
- OpenAI ไม่ได้ยืนยันความเปลี่ยนแปลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 และข้อมูลชุดนี้มาจากพรอมต์ที่ผู้ให้บริการรายเดียวติดตาม ไม่ใช่เซสชันของผู้ซื้อจริง
Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ว่างานวิจัยของ Profound พบว่าคำแนะนำสินค้าใน ChatGPT Shopping ทุกวันนี้มาจากฟีดสินค้าของร้านค้าเป็นหลัก ไม่ได้มาจากหน้าเว็บที่ระบบไปเก็บข้อมูลมาเองอีกต่อไป จุดเปลี่ยนที่ชัดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ซึ่งสัดส่วนของสินค้าที่ถูกหยิบมาแนะนำโดยมาจากฟีดที่เชื่อมต่อไว้ ขยับจาก 8.26% ขึ้นไปเป็น 61.54% ภายในชุดพรอมต์ที่ Profound ติดตามอยู่
Profound วัดอะไรกันแน่
Profound วิเคราะห์จากการรันพรอมต์ ChatGPT Shopping จำนวน 1,757,723 ครั้งในเดือนกรกฎาคม 2569 และแยกอีกชุดหนึ่งเป็นตัวอย่างการมองเห็นของลูกค้า 687 ราย เพื่อดูว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ตกลงมาที่ร้านค้าแต่ละรายอย่างไร ส่วนตัวเลขช่วงหลังที่ระบุว่าการดึงข้อมูลจากฟีดคิดเป็นราว 65% ของคำแนะนำที่ติดตามได้ ณ วันที่ 3 กันยายน 2569 นั้นมาจากการสุ่มตัวอย่าง 10% จากการรันพรอมต์ 97,725 ครั้ง
ก่อนจะไปดูเปอร์เซ็นต์ไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือหน่วยที่ถูกวัด ตัวเลขเหล่านี้มาจากพรอมต์ที่ผู้ให้บริการรายเดียวเป็นคนยิงและติดตามเอง ไม่ใช่เซสชันของผู้ซื้อจริง ข้อมูลจึงบอกว่า ChatGPT ตอบอะไรกลับมาให้ระบบเฝ้าติดตาม ไม่ได้บอกว่าผู้ซื้อเห็นอะไรหรือซื้ออะไร เมื่ออ่านแบบนี้แล้วผลการศึกษายังมีค่าอยู่ เพราะกลไกการดึงข้อมูลที่มันเปิดให้เห็นคือกลไกเดียวกับที่ผู้ซื้อเจอ
Profound ยังรันแบบจำลองทางสถิติกับลูกค้า 517 รายที่การมองเห็นเปลี่ยนไป และรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงระหว่างการค้นเว็บกับการดึงข้อมูลจากฟีดอธิบายความแปรผันได้ 83% ส่วนนี้คือส่วนที่แบกน้ำหนักเชิงสาเหตุของงานวิจัยทั้งชิ้น เพราะมันบอกว่าการแกว่งของการมองเห็นไม่ได้กระจายแบบสุ่มทั่วทั้งกลุ่มตัวอย่าง แต่ขยับไปตามการสลับแหล่งที่ ChatGPT ใช้ดึงสินค้า
ความเปลี่ยนแปลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ในรูปตัวเลข
ตัวเลขด้านล่างคือชุดที่ Profound เผยแพร่และ Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 โดยสถานะก่อนและหลังคือสองฝั่งของวันที่ 10 กรกฎาคม 2569
| สิ่งที่ Profound วัด | ก่อน | หลัง |
|---|---|---|
| สัดส่วนสินค้าที่ถูกแนะนำโดยมาจากฟีดที่เชื่อมต่อไว้ | 8.26% | 61.54% เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 |
| สัดส่วนการอ้างอิงที่ตกไปอยู่กับร้านค้า 10 อันดับแรก | 22.5% | 41.8% |
| จำนวนร้านค้าที่ถูกอ้างอิงแบบไม่ซ้ำราย | 13,524 | 10,607 ลดลงมากกว่า 20% |
| สัดส่วนการดึงข้อมูลจากฟีดในคำแนะนำที่ติดตามได้ | 61.54% เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 | ราว 65% ณ วันที่ 3 กันยายน 2569 |
| ลูกค้าในกลุ่มตัวอย่าง 687 รายที่การมองเห็นแกว่งอย่างน้อยหนึ่งในสาม | ฐานเทียบวันที่ 7 ถึง 9 กรกฎาคม 2569 | ลดลง 450 ราย เพิ่มขึ้น 67 ราย วัดวันที่ 10 ถึง 12 กรกฎาคม 2569 |
แถวสุดท้ายควรอ่านช้าลงสักหน่อย Profound เทียบช่วงวันที่ 7 ถึง 9 กรกฎาคม 2569 กับวันที่ 10 ถึง 12 กรกฎาคม 2569 แล้วพบว่าลูกค้า 450 รายจาก 687 รายเสียการมองเห็นใน Shopping ไปอย่างน้อยหนึ่งในสาม ขณะที่มีเพียง 67 รายที่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน นั่นคืออัตราส่วนผู้เสียต่อผู้ได้ราวเจ็ดต่อหนึ่งภายในกรอบเวลาสามวัน ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการค่อยๆ ขยับของอัลกอริทึมตามปกติ
ร้านค้าที่ถูกเอ่ยชื่อมีจำนวนน้อยลง
ตัวเลขเรื่องการกระจุกตัวคือส่วนที่ร้านค้าควรอ่านซ้ำ การอ้างอิงที่ตกไปอยู่กับร้าน 10 อันดับแรกเพิ่มจาก 22.5% เป็น 41.8% ของการเอ่ยถึงทั้งหมดที่ติดตามได้ ส่วนจำนวนร้านค้าที่ถูกอ้างอิงแบบไม่ซ้ำรายลดจาก 13,524 เหลือ 10,607 พูดง่ายๆ คือประมาณหนึ่งในห้าของร้านที่เคยโผล่มาบ้างในผลลัพธ์ที่ติดตาม หายไปเลย
นี่เป็นคนละปัญหากับการที่อันดับตกลง ในการค้นหาแบบเดิม หน้าเว็บที่อันดับตกยังอยู่ในหน้าสอง และผู้ซื้อที่ตั้งใจหาก็ยังเลื่อนไปเจอได้ แต่ผู้ช่วย AI ที่เอ่ยชื่อสินค้าห้าตัวแล้วจบ ไม่มีหน้าสองให้เลื่อน ร้านค้าจะอยู่ในชุดข้อมูลที่ถูกดึงมา หรือไม่ก็หายไปจากคำตอบทั้งหมด และการหายไปนั้นมีหน้าตาเหมือนกับการไม่มีตัวตน
การกระจุกตัวยังทบต้นตัวเองด้วย เมื่อการดึงข้อมูลมาจากแคตตาล็อกที่มีโครงสร้างชัดเจน แทนที่จะมาจากสิ่งที่โมเดลไปอ่านเจอบนเว็บ ร้านที่อยู่ในแคตตาล็อกอยู่แล้วก็จะถูกหยิบมาซ้ำ และการถูกหยิบซ้ำนั่นเองคือสิ่งที่ตัวเลข 41.8% ของร้าน 10 อันดับแรกกำลังอธิบาย งานวิจัยไม่ได้บอกว่าสภาพแบบนี้จะอยู่ถาวร แต่บอกว่าผลลัพธ์ที่ติดตามได้ในช่วงที่เก็บตัวอย่างนั้นอยู่ตรงจุดนี้
ราวหนึ่งในสามของการดึงข้อมูลจากฟีดย้อนกลับไปที่ Shopify
Profound ประเมินว่าประมาณ 35% ของการดึงข้อมูลจากฟีดในเดือนกรกฎาคม 2569 เกี่ยวข้องกับ Shopify ตัวเลขเดียวนี้อธิบายฝั่งผู้ได้ประโยชน์ในกลุ่มตัวอย่างได้เยอะ เพราะร้านบน Shopify ถูกเชื่อมเข้ากับ ChatGPT Shopping ผ่านแคตตาล็อกของ Shopify โดยที่เจ้าของร้านไม่ต้องทำอะไรเลย ขณะที่ร้านค้าอิสระที่ใช้แพลตฟอร์มของตัวเองต้องยื่นสมัคร
สำหรับร้านที่อยู่บน Shopify อยู่แล้ว ผลในทางปฏิบัติคือคุณภาพของแคตตาล็อกกลายเป็นคันโยกหลักแทนที่คอนเทนต์ระดับหน้าเว็บ ชื่อสินค้า คำอธิบาย และแอตทริบิวต์ที่มีโครงสร้าง คือสิ่งที่ฟีดพาไปด้วย และเป็นสิ่งที่ถูกดึงไปใช้ งานส่วนนี้ทับซ้อนกับงาน SEO สำหรับ Shopify แบบปกติอยู่มาก ซึ่งถือเป็นข่าวดีเล็กๆ เพราะวินัยเรื่องแคตตาล็อกชุดเดียวกันที่ช่วยให้หน้าสินค้าติดอันดับ ก็คือวินัยที่ทำให้ฟีดสมบูรณ์
สินค้าเข้าไปอยู่ใน ChatGPT Shopping ได้อย่างไรในตอนนี้
แคตตาล็อกของ Shopify และ Etsy เชื่อมต่อไว้แล้ว
ร้านบน Shopify ถูกเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติผ่านแคตตาล็อกของ Shopify โดยเจ้าของร้านไม่ต้องทำขั้นตอนเพิ่ม และแคตตาล็อกของ Etsy ก็ถูกเชื่อมต่อไว้เช่นกัน ร้านที่อยู่บนสองแพลตฟอร์มนี้ไม่ต้องยื่นสมัครอะไร ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็แปลว่าร้านไม่ได้เป็นคนกำหนดจังหวะว่าข้อมูลชุดไหนจะถูกดึงไปเมื่อไหร่
การขอเชื่อมฟีดโดยตรงยังติดคิวรอ
ร้านค้าปลีกรายอื่นสามารถยื่นขอเชื่อมฟีดโดยตรงได้ และตอนนี้การเข้าถึงนั้นอยู่ในสถานะรอคิว Search Engine Journal ไม่ได้รายงานว่าคิวยาวแค่ไหน ใช้เกณฑ์อะไรจัดลำดับ หรือมีผู้สมัครกี่รายที่ผ่านแล้ว ตัวเลขใดๆ ที่ผูกกับคิวรอจึงเป็นการเดาล้วนๆ
ผู้ให้บริการฟีดเชื่อมต่อผ่าน Agentic Commerce Protocol
ผู้ให้บริการฟีดซึ่งรวมถึง Salesforce และ Stripe เชื่อมต่อผ่าน Agentic Commerce Protocol ที่ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ร้านที่ทำงานกับผู้ให้บริการที่เชื่อมต่ออยู่แล้วจึงมีทางเข้าอีกทางที่ไม่ต้องพึ่งคิวรอโดยตรง นอกจากนี้ OpenAI ยังมีแผนเปิดแพลตฟอร์มแบบบริการตัวเองภายในปี 2569 ที่จะให้ร้านค้าเชื่อมฟีดเองได้ ซึ่งจะเปลี่ยนภาพการเข้าถึงอีกครั้งเมื่อมันมีจริง
ส่วนตัว Shopping เองเปิดใช้งานอยู่ในสหรัฐอเมริกา งานวิจัยและรายงานข่าวชิ้นนี้ไม่ได้ขยายคำอธิบายเรื่องพื้นที่ให้บริการไปไกลกว่านั้น
OpenAI พูดอะไรไว้ และไม่ได้พูดอะไร
จุดยืนที่ OpenAI ระบุไว้เกี่ยวกับตัวผลลัพธ์นั้นตรงไปตรงมาว่า "Product results are selected independently by ChatGPT and are not ads, nor influenced by any OpenAI partnerships." ประโยคนี้ตอบเรื่องอิทธิพลเชิงพาณิชย์ต่อการจัดวางผลลัพธ์ แต่ไม่ได้ตอบเรื่องแหล่งที่มาของการดึงข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่ Profound วัด
ส่วนเรื่องความเปลี่ยนแปลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นั้น OpenAI ไม่ได้ยืนยันว่ามีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้ระบุว่าเกี่ยวข้องกับการปล่อยโมเดลรุ่นใด GPT-5.6 ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ก่อนวันที่ตัวเลขกระโดดหนึ่งวัน แต่บันทึกการอัปเดตของ ChatGPT ไม่มีรายการใดที่เกี่ยวกับ Shopping ในวันที่ 9 หรือ 10 กรกฎาคม 2569 และไม่มีคำแถลงสาธารณะใดเชื่อมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ความใกล้กันของวันเป็นเรื่องจริง ส่วนความสัมพันธ์เชิงสาเหตุยังไม่ถูกยืนยัน และนี่คือเส้นแบ่งที่ร้านค้าควรถือไว้เวลาวางแผน
OpenAI ยังไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดว่า ChatGPT พึ่งพาฟีดมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับเว็บเปิด ตัวเลข 65% ทั้งหมดจึงเป็นการสังเกตของผู้ให้บริการรายหนึ่ง ไม่ใช่พฤติกรรมของระบบที่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
ข้อจำกัดที่ต้องถือติดตัวไปด้วยทุกครั้งที่ตัดสินใจ
งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อจำกัดสี่ข้อวางทับอยู่ และไม่มีข้อไหนเป็นแค่พิธีกรรม
- ข้อมูลเป็นการสังเกตการณ์จากพรอมต์ที่ผู้ให้บริการรายเดียวติดตาม ไม่ใช่ทราฟฟิกจริงของ ChatGPT Shopping และไม่ใช่ตัวอย่างเส้นทางการซื้อจริง
- ข้อมูลบอกว่าคำแนะนำถูกดึงมาจากไหน แต่ไม่ได้บอกว่าสินค้าถูกจัดอันดับอย่างไรหลังจากฟีดถูกดึงมาแล้ว ร้านที่อยู่ในฟีดก็ยังอาจเป็นสินค้าที่ไม่เคยถูกเอ่ยชื่อ
- OpenAI ไม่ได้ยืนยันความเปลี่ยนแปลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 และไม่ได้อธิบายสัดส่วนการดึงข้อมูล จึงไม่มีแหล่งข้อมูลปฐมภูมิให้เอาไปตรวจทานกับผลสังเกตนี้
- การทยอยปล่อย GPT-6 Astra เริ่มเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งตัวมันเองก็กระทบความสม่ำเสมอของคำตอบได้ และช่วงเวลานั้นทับกับช่วงที่วัดตัวเลข 65%
ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผลการศึกษาไร้ประโยชน์ แต่ทำให้มันเป็นสัญญาณที่หนักแน่นซึ่งมีเพดานความแน่นอนที่รู้กันอยู่ และการตอบสนองที่ซื่อตรงต่อสัญญาณแบบนี้คือการเตรียมตัวรับ ไม่ใช่การเทงบทั้งไตรมาสลงไป
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย
เริ่มจากสิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้พูด ทั้งงานวิจัยของ Profound และรายงานของ Search Engine Journal ไม่ได้เอ่ยถึงประเทศไทย ร้านค้าไทย หรือการเปิดให้บริการนอกสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากประโยคที่ว่า Shopping เปิดใช้งานอยู่ในสหรัฐฯ ข้อความใดที่บอกว่าเรื่องนี้มาถึงตลาดไทยแล้วหรือกำลังจะมาถึง จึงไม่ได้มาจากรายงานชิ้นนี้
สิ่งที่เกี่ยวข้องจริงคือความเสี่ยงที่ธุรกิจไทยบางกลุ่มมีอยู่แล้ว แบรนด์ที่ขายเข้าสหรัฐฯ ผ่าน Shopify อยู่ในแคตตาล็อกชุดเดียวกับที่สร้างสัดส่วนราว 35% ของการดึงข้อมูลจากฟีดในเดือนกรกฎาคม 2569 ไม่ว่าจะมีใครในทีมตัดสินใจเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ผู้ส่งออกไทยที่ใช้แพลตฟอร์มของตัวเองและขายให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ มีคิวรอเป็นทางเข้า ส่วนร้านค้าไทยที่ขายในประเทศล้วนๆ ยังไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเปลี่ยนแปลงรอบนี้ และการรีบทำเหมือนมันเป็นเรื่องด่วนก็เท่ากับอ่านข่าวผิด
ประเด็นที่กว้างกว่านั้นคือข้อมูลแคตตาล็อกกำลังกลายเป็นพื้นที่ค้นพบสินค้าในตัวมันเอง ซึ่งวางอยู่ข้างๆ งาน การตลาดอีคอมเมิร์ซ ส่วนอื่น ไม่ได้เข้าไปแทนที่ส่วนไหน สำหรับทีมที่ลงทุนกับ การทำ GEO เพื่อการมองเห็นบน AI อยู่แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้กำลังบอกว่าเวอร์ชันอีคอมเมิร์ซของงานนั้นเดินผ่านฟีด ไม่ได้เดินผ่านบล็อก
สิ่งที่ควรไปตรวจในระบบของตัวเอง
ไม่มีข้อไหนด้านล่างที่ต้องตัดสินใจเรื่อง ChatGPT โดยเฉพาะ ทั้งหมดคือความสะอาดของแคตตาล็อกที่ให้ผลข้ามทุกช่องทางการขายอยู่แล้ว
- ยืนยันว่าร้านของคุณเชื่อมแคตตาล็อกแบบไหนอยู่จริง ร้านบน Shopify หรือ Etsy ถูกเชื่อมไว้โดยไม่ต้องทำอะไร คำถามจึงไม่ใช่ว่าเชื่อมหรือยัง แต่คือในแคตตาล็อกมีอะไรอยู่
- ตรวจชื่อสินค้าว่าใช้คำที่ผู้ซื้อพูดจริง ไม่ใช่ภาษารหัส SKU ภายในองค์กร เพราะฟีดพาชื่อไปตามที่เขียนไว้
- กรอกแอตทริบิวต์ที่มีโครงสร้างให้ครบ แทนที่จะเว้นว่างแล้วไปเล่าไว้ในย่อหน้าคำอธิบาย เพราะการดึงข้อมูลอ่านที่ช่องข้อมูล
- ดูว่าคำอธิบายตอบคำถามที่ผู้ซื้อถามผู้ช่วย AI หรือไม่ ซึ่งมักเป็นเรื่องขนาดที่พอดี ความเข้ากันได้ หรือวัสดุ ไม่ค่อยใช่เรื่องเล่าของแบรนด์
- ถ้าร้านไม่ได้อยู่บนแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อไว้ ให้ตรวจก่อนว่าผู้ให้บริการชำระเงินหรือระบบการค้าที่ใช้อยู่เชื่อมผ่าน Agentic Commerce Protocol อยู่แล้วหรือเปล่า ก่อนจะไปต่อคิวรอ
- ติดตามพรอมต์ชื่อแบรนด์และพรอมต์หมวดสินค้าอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเช็กครั้งเดียว เพราะการสุ่มดูวันเดียวไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแหล่งดึงข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย
ChatGPT Shopping เปิดใช้งานในไทยแล้วหรือยัง
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุไว้ รายงานของ Search Engine Journal วันที่ 9 กันยายน 2569 บอกเพียงว่า Shopping เปิดใช้งานอยู่ในสหรัฐอเมริกา และไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยหรือตลาดอื่นใด จึงไม่มีคำตอบที่ถูกรายงานไว้ไม่ว่าทางใด
ถ้าทำร้านบน Shopify อยู่ ต้องไปทำอะไรเพิ่มไหม
ไม่ต้องทำอะไรเพื่อให้ถูกเชื่อมต่อ เพราะร้านบน Shopify ถูกเชื่อมโดยอัตโนมัติผ่านแคตตาล็อกของ Shopify สิ่งที่ควรทำคือไปดูว่าในแคตตาล็อกนั้นมีข้อมูลอะไรอยู่ เพราะข้อมูลในฟีดคือสิ่งที่ถูกดึงไปใช้ และร้านเป็นคนคุมช่องข้อมูลเหล่านั้นเอง
แปลว่าคอนเทนต์บนเว็บไม่มีผลกับผลลัพธ์ช้อปปิ้งของ ChatGPT แล้วใช่ไหม
งานวิจัยไม่ได้สนับสนุนข้อสรุปนั้น รายงานระบุว่าการดึงข้อมูลจากฟีดคิดเป็นราว 65% ของคำแนะนำที่ติดตามได้ ณ วันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งยังเหลือส่วนที่ไม่ใช่ฟีดอยู่พอสมควร และงานวิจัยก็ไม่ได้อธิบายว่าสองแหล่งนี้ถูกผสมกันอย่างไรภายในคำตอบเดียว
OpenAI เปลี่ยนโมเดลในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 หรือเปล่า
OpenAI ไม่ได้ยืนยันว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดในวันนั้น GPT-5.6 ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 แต่บันทึกการอัปเดตของ ChatGPT ไม่มีรายการเกี่ยวกับ Shopping ในวันที่ 9 หรือ 10 กรกฎาคม 2569 และไม่มีคำแถลงสาธารณะใดเชื่อมการปล่อยโมเดลเข้ากับสิ่งที่ Profound สังเกตเห็น
สินค้าที่ ChatGPT เอ่ยชื่อคือโฆษณาที่จ่ายเงินหรือไม่
OpenAI ระบุว่าไม่ใช่ โดยบอกว่า "Product results are selected independently by ChatGPT and are not ads, nor influenced by any OpenAI partnerships." ส่วนงานวิจัยของ Profound เป็นเรื่องว่าสินค้าถูกดึงมาจากแหล่งข้อมูลใด ซึ่งเป็นคนละคำถามกับว่ามีการขายตำแหน่งหรือไม่
สรุปว่าร้านค้าอยู่ตรงไหนหลังจากนี้
สิ่งที่ควรลงมือทำแคบกว่าพาดหัวข่าวพอสมควร พรอมต์ที่ผู้ให้บริการรายหนึ่งติดตามอยู่แสดงให้เห็นว่า ChatGPT Shopping พึ่งพาข้อมูลแคตตาล็อกที่มีโครงสร้างมากขึ้น พร้อมกับการแคบลงของจำนวนร้านที่ถูกเอ่ยชื่อซึ่งวัดได้จริง และมีความเชื่อมโยงกับการปล่อยโมเดลที่ฟังขึ้นแต่ยังไม่ถูกยืนยัน ร้านค้าคุมการดึงข้อมูลไม่ได้ แต่คุมได้ว่าฟีดสินค้าใน ChatGPT จะบอกอะไรเกี่ยวกับสินค้าของตัวเอง และจากหลักฐานชุดนี้ ไฟล์ฟีดกำลังทำงานที่มันไม่เคยถูกสร้างมาเพื่อทำ
รายงานที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขทั้งหมดนี้คือบทความของ Search Engine Journal ที่สรุปงานวิจัยของ Profound เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 อ่านได้ที่ Search Engine Journal หากแคตตาล็อกของคุณขายเข้าสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว การตรวจช่องข้อมูลในฟีดคือการลงแรงที่ถูกที่สุดในช่วงที่ภาพยังไม่นิ่ง และ Relevant Audience รับตรวจงานลักษณะนี้







