สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- สิ่งที่แยกคำหางยาวออกจากคำสั้นไม่ใช่จำนวนคำ แต่คือความชัดของเจตนา ซึ่งสำคัญเป็นพิเศษเพราะภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ
- แหล่งคำหางยาวจริงที่เร็วที่สุดคือ Search Console ของเว็บตัวเอง เข้า Performance แท็บ Queries ตั้ง 12 เดือน แล้วกรองอันดับเฉลี่ยมากกว่า 8 ที่มี Impressions แต่ไม่มีคลิก
- ใน Google Ads ไม่ต้องเพิ่มคีย์เวิร์ดหางยาวทีละคำ เพราะการจับคู่แบบวลีและแบบกว้างครอบคลุมอยู่แล้ว ให้ดูรายงาน Search terms ว่าคำไหนแปลงเป็นลูกค้าได้
- ตัดสินว่าสองคำควรอยู่หน้าเดียวกันไหม ด้วยการค้นทั้งสองคำแล้วนับ URL ที่ซ้ำกันในสิบอันดับแรก ถ้าซ้ำเกินครึ่งให้ทำหน้าเดียว
- คนไทยพิมพ์ไทยปนอังกฤษในคำค้นเดียว และสะกดชื่อแบรนด์ทับศัพท์ได้หลายแบบ จึงต้องเก็บทุกรูป แล้วดูว่ารูปไหนที่ Google ไม่พยายามแก้คำให้
Long Tail Keywords คือ คำค้นหาที่ยาวและเฉพาะเจาะจง มักมีสามคำขึ้นไป มีคนค้นหาต่อเดือนน้อยกว่าคำสั้น แต่บอกความต้องการของผู้ค้นหาได้ชัดกว่ามาก ตัวอย่างเช่น รองเท้าวิ่ง เป็นคำสั้น ส่วน รองเท้าวิ่งผู้หญิงหน้าเท้ากว้าง ราคาไม่เกินสามพัน เป็นคีย์เวิร์ดหางยาว คนที่พิมพ์คำที่สองรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร และอยู่ใกล้จุดตัดสินใจซื้อมากกว่า
ชื่อนี้มาจากรูปกราฟการกระจายตัวของคำค้นหา ถ้าเรียงคำค้นหาทั้งหมดในหมวดหนึ่งตามปริมาณการค้นหาจากมากไปน้อย จะได้หัวสั้นที่สูงมากไม่กี่คำ แล้วลากยาวเป็นหางที่เตี้ยแต่ไม่จบสักที หางนั้นประกอบด้วยคำค้นหาหลายหมื่นแบบที่แต่ละแบบมีคนค้นน้อย แต่รวมกันแล้วมีปริมาณมาก บทความนี้อธิบายวิธีหาคำในหางนั้นสำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ ซึ่งมีเงื่อนไขต่างจากภาษาอังกฤษหลายข้อ
Long Tail Keyword คืออะไร ต่างจาก Short Tail ยังไง
ความต่างที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จำนวนคำ แต่อยู่ที่ความคลุมเครือของเจตนา คำสั้นอย่าง ประกันรถยนต์ ตอบไม่ได้ว่าคนค้นต้องการอะไร อาจกำลังหาความหมาย อาจกำลังเทียบราคา อาจกำลังจะต่ออายุ หรืออาจกำลังหาเบอร์เคลม เมื่อเจตนาคลุมเครือ Google ต้องเดา จึงมักแสดงผลผสมทั้งบทความอธิบาย หน้าเปรียบเทียบ และหน้าของบริษัทใหญ่
ในทางกลับกัน ต่อประกันรถยนต์ชั้น 1 ออนไลน์ ใช้เอกสารอะไรบ้าง เจตนาชัดจนแทบไม่ต้องเดา หน้าเว็บที่ตอบคำถามนั้นตรงจะได้เปรียบทันที เพราะคู่แข่งที่เขียนหน้ากว้าง ๆ ตอบคำถามนี้ได้ไม่ครบ
ผลตามมาในเชิงการแข่งขันคือ คำหางยาวมักมีหน้าเว็บที่เขียนมาเพื่อคำนั้นโดยตรงน้อยกว่า เว็บใหม่หรือเว็บเล็กจึงมีโอกาสติดหน้าแรกในเวลาที่สั้นกว่าการไปชนคำสั้นที่เว็บใหญ่ยึดไว้ ข้อแลกเปลี่ยนคือแต่ละคำให้ทราฟฟิกน้อย จึงต้องทำหลายคำและต้องจัดระเบียบให้ดี ไม่งั้นจะกลายเป็นบทความซ้ำซ้อนที่แย่งอันดับกันเอง
ทำไม Long Tail ถึงปิดการขายง่ายกว่า
เหตุผลไม่ใช่เรื่องเวทมนตร์ แต่เป็นเรื่องข้อมูลที่ผู้ค้นหาให้มาเอง ยิ่งคำค้นหายาว ผู้ค้นหายิ่งระบุเงื่อนไขของตัวเองมากขึ้น ทั้งประเภทสินค้า สเปก งบประมาณ พื้นที่ และช่วงเวลา เมื่อคุณรู้เงื่อนไขเหล่านั้นก่อนที่เขาจะคลิกเข้ามา คุณเขียนหน้าให้ตรงเงื่อนไขได้ และหน้าที่ตรงเงื่อนไขทำให้คนไม่ต้องกดกลับไปหาต่อ
ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ตัวเลขต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสำหรับอธิบายกลไก ไม่ใช่ข้อมูลที่วัดมาจากบัญชีจริง สมมติคำว่า เครื่องทำน้ำอุ่น มีคนค้นเดือนละหลายพันครั้ง แต่ผู้ค้นส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อรุ่นไหน ส่วนคำว่า เครื่องทำน้ำอุ่น 3500 วัตต์ ติดตั้งคอนโด ระบบไฟไม่พอ มีคนค้นเดือนละไม่กี่สิบครั้ง แต่คนที่ค้นกำลังจะซื้อภายในสัปดาห์นั้น ถ้าคุณมีหน้าที่ตอบเรื่องข้อจำกัดไฟในคอนโดพอดี ยอดขายที่ได้จากคำที่สองอาจมากกว่าคำแรก ทั้งที่ทราฟฟิกน้อยกว่าหลายเท่า
สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าเหมารวมว่าคำยาวทุกคำใกล้ซื้อ คำยาวจำนวนมากเป็นคำเชิงข้อมูลล้วน เช่น เครื่องทำน้ำอุ่นกับเครื่องทำน้ำร้อนต่างกันยังไง คำแบบนี้มีค่าในแง่การสร้างการรับรู้และการเก็บผู้อ่านไว้ในระบบ แต่ไม่ควรถูกวัดด้วยตัวชี้วัดเดียวกับหน้าที่ตั้งใจปิดการขาย
หา Long Tail Keyword ภาษาไทยจากที่ไหน
แหล่งที่ดีที่สุดคือแหล่งที่มาจากพฤติกรรมจริงของผู้ค้นหา ไม่ใช่รายการคำที่เครื่องมือสร้างขึ้นมาจากการผสมคำ
รายงาน Queries ใน Search Console
เริ่มจากข้อมูลของเว็บตัวเองก่อนเสมอ เข้า Google Search Console เลือกเมนู Performance แล้วเลือกแท็บ Queries จากนั้นตั้งช่วงเวลาเป็น 12 เดือนย้อนหลังเพื่อให้มีข้อมูลพอ ติ๊กช่อง Average position ให้แสดงขึ้นมา แล้วกรองด้วยเงื่อนไข Position ที่มากกว่า 8 คำที่โผล่ในรายการนี้คือคำที่ Google เห็นว่าเว็บคุณเกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ยังจัดอันดับให้ไม่สูงพอจะได้คลิก
วิธีคัดที่ใช้ได้จริงคือมองหาคำที่มี Impressions พอสมควรแต่ Clicks เป็นศูนย์ แล้วเปิดดูว่าหน้าไหนของคุณติดคำนั้นอยู่ ถ้าหน้าที่ติดเป็นหน้ากว้างที่พูดเรื่องนั้นแค่ย่อหน้าเดียว นั่นคือสัญญาณว่าควรแตกออกมาเป็นหน้าเฉพาะ ถ้าหน้าที่ติดตรงกับหัวข้ออยู่แล้ว แปลว่าปัญหาอยู่ที่ความครบของเนื้อหาหรือชื่อหน้า ไม่ใช่การขาดหน้าใหม่
Keyword Planner ใน Google Ads
Keyword Planner ใช้ได้ฟรีเมื่อมีบัญชี Google Ads เข้าเมนู Tools แล้วเลือก Keyword Planner จากนั้นเลือก Discover new keywords ใส่คำตั้งต้นเป็นภาษาไทย ตั้งประเทศเป็นไทยและภาษาเป็นไทย สิ่งที่ควรใช้จากเครื่องมือนี้คือรายการคำที่มันเสนอมา ไม่ใช่ตัวเลขปริมาณการค้นหาแบบเป๊ะ เพราะบัญชีที่ยังไม่ได้ใช้เงินจะเห็นปริมาณเป็นช่วงกว้าง เช่น 100 ถึง 1000 ซึ่งใช้ตัดสินใจละเอียดไม่ได้
อีกจุดที่คนมองข้ามคือแท็บ Start with a website ที่ให้ใส่โดเมนคู่แข่งแล้วดึงคำที่เกี่ยวข้องกับหน้าเว็บนั้นออกมา วิธีนี้ได้คำที่อยู่ในภาษาของตลาดจริงมากกว่าการนั่งคิดคำเอง
คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำในแชท
แหล่งที่ถูกใช้น้อยที่สุดแต่ให้คำที่ดีที่สุดคือกล่องข้อความของธุรกิจเอง ทั้ง LINE เพจ และอีเมล ให้เปิดย้อนหลังสองถึงสามเดือน แล้วจดคำถามที่ซ้ำกันตั้งแต่ห้าครั้งขึ้นไป คำถามเหล่านั้นคือคำค้นหาที่คนพิมพ์ก่อนจะทัก เพียงแต่เขาหาคำตอบบนเว็บไม่เจอจึงต้องถาม การเปลี่ยนคำถามซ้ำให้เป็นหัวข้อบนเว็บช่วยได้สองทางคือได้ทราฟฟิกและลดภาระทีมตอบแชท
ใช้ Google Autocomplete และ People Also Ask หายังไง
Google Autocomplete ภาษาไทย คือรายการคำที่ขึ้นมาให้เลือกตอนพิมพ์ในช่องค้นหา รายการนั้นมาจากคำที่คนค้นหาจริง จึงเป็นหลักฐานว่าคำนั้นมีคนพิมพ์ วิธีใช้ให้ได้ผลคือเปิดหน้าต่างแบบไม่ระบุตัวตนเพื่อลดผลจากประวัติการค้นหาของตัวเอง ตั้งภาษาเป็นไทย แล้วพิมพ์คำตั้งต้นตามด้วยเว้นวรรค จากนั้นไล่เติมทีละพยัญชนะ ก ข ค ง ไปเรื่อย ๆ แต่ละตัวจะดันรายการคำใหม่ขึ้นมา
เทคนิคที่ได้ผลอีกแบบคือเติมคำนำหน้าที่เป็นคำถามของภาษาไทย เช่น ทำไม อย่างไร ที่ไหน ราคา รีวิว ดีไหม ต่างกัน แล้วดูว่าระบบเสนออะไรต่อ คำเหล่านี้เป็นตัวจุดชนวนให้เห็นคำหางยาวที่นึกเองไม่ออก
ส่วน People Also Ask คือกล่องคำถามที่คนถามต่อ ซึ่งขึ้นกลางหน้าผลการค้นหา วิธีใช้คือค้นคำหลักของคุณ แล้วกดขยายคำถามในกล่องทีละข้อ ทุกครั้งที่กดขยาย ระบบจะเติมคำถามใหม่ต่อท้ายให้อีก ทำสักสี่ถึงห้ารอบจะได้รายการคำถามยาวพอทำเป็นโครงหัวข้อย่อยของบทความได้เลย ข้อควรระวังคืออย่าลอกคำถามทั้งกล่องมาใส่แล้วตอบสั้นข้อละสองบรรทัด เพราะจะได้หน้าที่ดูครบแต่ไม่มีคำตอบที่ใช้ได้จริงสักข้อ ให้เลือกเฉพาะคำถามที่ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจคุณตอบได้ดีกว่าคนอื่น
Long Tail ใน SEO กับใน Google Ads ใช้ต่างกันยังไง
ใน SEO คำหางยาวคือแผนที่ของหน้าเว็บ คุณเลือกคำ แล้วสร้างหน้าที่ตอบคำนั้นให้ครบ หนึ่งเจตนาต่อหนึ่งหน้า ถ้าเขียนสองหน้าให้เจตนาเดียวกัน ทั้งสองหน้าจะแย่งกันเอง และ Google มักเลือกหน้าที่คุณไม่ได้ตั้งใจให้ติด
ใน Google Ads คำหางยาวทำงานคนละแบบ คุณไม่จำเป็นต้องเพิ่มคีย์เวิร์ดหางยาวเข้าไปทีละคำ เพราะการจับคู่แบบกว้างและแบบวลีครอบคลุมคำยาวเหล่านั้นให้อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำแทนคือเปิดรายงาน Search terms ในบัญชีโฆษณา ซึ่งบอกว่าคนพิมพ์อะไรจริงก่อนคลิกโฆษณา แล้วใช้ข้อมูลนั้นสองทาง ทางแรกคือดึงคำที่แปลงเป็นลูกค้าได้มาเพิ่มเป็นคีย์เวิร์ดตรงหรือทำเป็นกลุ่มโฆษณาแยก ทางที่สองคือดึงคำที่ไม่เกี่ยวมาใส่เป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบ
ความสัมพันธ์ที่มีประโยชน์ที่สุดระหว่างสองช่องทางคือ รายงาน Search terms ของโฆษณาให้ข้อมูลเจตนาเร็วกว่าการรอข้อมูล SEO หลายเดือน คำที่ปิดการขายได้ในโฆษณา คือรายการหัวข้อที่ควรเขียนเป็นหน้าออร์แกนิกต่อ เพราะพิสูจน์แล้วว่ามีคนพิมพ์และมีคนซื้อ
Search Volume น้อยแล้วคุ้มไหม
คำถามนี้ตอบด้วยการเปลี่ยนหน่วยที่ใช้วัด แทนที่จะถามว่าคำนี้มีคนค้นกี่ครั้ง ให้ถามว่าหน้านี้จะสร้างอะไรได้ต่อเดือน ลองคิดเป็นลำดับ ปริมาณการค้นหาต่อเดือน คูณด้วยสัดส่วนคลิกที่คาดว่าจะได้จากอันดับที่ตั้งเป้า คูณด้วยสัดส่วนผู้เข้าชมที่ติดต่อกลับ ผลลัพธ์คือจำนวนการติดต่อต่อเดือน แล้วเทียบกับต้นทุนการเขียนหนึ่งหน้า ตัวเลขทุกตัวในสมการนี้ควรมาจากบัญชีของคุณเอง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่อ่านมาจากที่อื่น
อีกมุมที่มักถูกลืมคือคำหางยาวไม่ได้ทำงานเดี่ยว หน้าที่เขียนตอบคำเฉพาะหนึ่งคำ มักติดคำใกล้เคียงอีกหลายสิบคำที่คุณไม่ได้ตั้งใจ วิธีตรวจคือหลังหน้าเผยแพร่ไปสามเดือน เปิด Search Console กรอง Pages เฉพาะ URL นั้น แล้วดูแท็บ Queries คุณจะเห็นรายการคำจริงที่หน้านั้นได้มา ซึ่งเกือบทุกครั้งมากกว่าคำที่ตั้งใจไว้ตอนแรก
เกณฑ์ตัดสินใจที่ใช้ได้คือ ถ้าเครื่องมือบอกว่าปริมาณการค้นหาเป็นศูนย์แต่ลูกค้าถามคำถามนี้ทุกสัปดาห์ ให้เขียน เพราะเครื่องมือประมาณค่าคำภาษาไทยได้หยาบ และคำที่มีคนค้นเดือนละสิบครั้งมักถูกรายงานเป็นศูนย์ ในทางกลับกัน ถ้าเครื่องมือบอกว่ามีปริมาณสูงแต่ผลการค้นหาหน้าแรกเป็นหน้าประเภทที่คุณทำไม่ได้ เช่น เป็นหน้ารวมสินค้าของมาร์เก็ตเพลสทั้งหน้า ให้ข้าม
จัดกลุ่ม Long Tail เป็น Topic Cluster ยังไง
เมื่อได้รายการคำมาหลายร้อยคำ ปัญหาถัดไปคือคำไหนควรอยู่หน้าเดียวกัน วิธีที่ตรวจสอบได้ไม่ใช่การเดาจากความหมาย แต่คือการดูผลการค้นหา นำคำสองคำที่สงสัยไปค้นทีละคำ แล้วเทียบว่าผลสิบอันดับแรกซ้ำกันกี่ URL ถ้าซ้ำกันเกินครึ่ง แปลว่า Google มองว่าเป็นเจตนาเดียวกัน ให้ทำหน้าเดียว ถ้าซ้ำกันน้อยหรือไม่ซ้ำเลย ให้แยกหน้า
โครงที่ใช้ได้กับเว็บส่วนใหญ่คือมีหน้าหลักหนึ่งหน้าที่ครอบหัวข้อกว้าง แล้วมีหน้าย่อยที่ตอบคำเฉพาะรอบ ๆ โดยหน้าย่อยทุกหน้าลิงก์กลับมาที่หน้าหลักด้วยข้อความลิงก์ที่บอกหัวข้อจริง และหน้าหลักลิงก์ออกไปหาหน้าย่อยที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการทำหน้าย่อยที่ต่างกันแค่คำเดียว เช่น แยกหน้าตามชื่อจังหวัดโดยเนื้อหาข้างในเหมือนกันหมด เพราะกลายเป็นหน้าคุณภาพต่ำจำนวนมากที่ไม่มีใครได้ประโยชน์
ตารางข้างล่างเทียบระดับความยาวของคำค้นหากับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ และประเภทหน้าที่ควรทำรับ ตัวอย่างในตารางเป็นตัวอย่างเชิงอธิบาย ไม่ใช่ข้อมูลปริมาณการค้นหาจริง
| ประเภทคำค้นหา | ตัวอย่างภาษาไทย | หน้าที่ควรทำรับ |
|---|---|---|
| คำสั้น เจตนากว้าง | รองเท้าวิ่ง | หน้าหมวดหมู่หรือหน้าหลักของหัวข้อ |
| คำกลาง เริ่มระบุเงื่อนไข | รองเท้าวิ่งผู้หญิง | หน้าหมวดย่อยพร้อมตัวกรอง |
| คำหางยาว ใกล้ตัดสินใจ | รองเท้าวิ่งผู้หญิงหน้าเท้ากว้าง ราคาไม่เกิน 3000 | หน้าแนะนำแบบเจาะเงื่อนไข พร้อมปุ่มสั่งซื้อ |
| คำหางยาวเชิงคำถาม | รองเท้าวิ่งกับรองเท้าเทรลต่างกันยังไง | บทความอธิบายที่ลิงก์กลับหน้าหมวด |
ภาษาไทยทำให้การหาคำหางยาวต่างออกไปยังไง
ข้อแรก ภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ เครื่องมือที่นับจำนวนคำเพื่อแยกคำสั้นกับคำยาวจึงใช้กับภาษาไทยตรง ๆ ไม่ได้ ให้ตัดสินจากความชัดของเจตนาแทนจำนวนคำ และเวลาพิมพ์คำตั้งต้นลงในเครื่องมือ ให้ลองทั้งแบบเว้นวรรคและไม่เว้นวรรค เพราะรายการที่ได้ออกมาต่างกัน
ข้อสอง คนไทยพิมพ์ไทยปนอังกฤษในประโยคเดียวเป็นเรื่องปกติ เช่น ราคา iphone มือสอง เชียงใหม่ หรือ วิธีตั้งค่า wifi router ที่บ้าน การเก็บคำจึงต้องเก็บทั้งสองรูป และหน้าเว็บควรมีทั้งคำไทยและคำอังกฤษปรากฏอยู่จริงในเนื้อหา ไม่ใช่เลือกเขียนอย่างเดียว
ข้อสาม ชื่อแบรนด์ต่างประเทศถูกทับศัพท์ได้หลายแบบ และแต่ละแบบมีคนพิมพ์จริง ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้สะกดแบบไหนในหัวข้อ ให้ค้นแต่ละแบบใน Google แล้วดูว่าแบบไหนที่ระบบไม่ถามกลับว่าคุณหมายถึงคำอื่นหรือเปล่า แบบนั้นคือรูปที่คนใช้มากกว่า ส่วนรูปที่เหลือให้ใส่ไว้ในเนื้อหาเป็นคำเรียกอีกแบบหนึ่ง
ข้อสี่ คำที่คนพิมพ์ผิดในภาษาไทยเกิดจากการพิมพ์สระตกหรือวรรณยุกต์ผิด อย่าสร้างหน้าแยกสำหรับคำผิด แต่ให้แน่ใจว่าระบบค้นหาภายในเว็บของคุณรองรับ และถ้าเป็นเว็บขายของ ให้ใส่คำเรียกอีกแบบไว้ในข้อมูลสินค้า
ข้อห้า ปริมาณการค้นหาภาษาไทยจากเครื่องมือมักต่ำกว่าความจริงสำหรับคำเฉพาะทาง เพราะตัวอย่างข้อมูลน้อย จึงควรใช้ Search Console ของเว็บตัวเองเป็นตัวยืนยันเสมอ ไม่ใช่ยึดตัวเลขจากเครื่องมือภายนอกอย่างเดียว ถ้าต้องการภาพรวมของการวางแผนคำค้นหาและโครงสร้างเว็บสำหรับตลาดไทย ดูรายละเอียดได้ที่หน้า บริการ SEO ประเทศไทย
คำถามที่พบบ่อยเรื่องคีย์เวิร์ดหางยาว
คีย์เวิร์ดต้องยาวกี่คำถึงเรียกว่า long tail
ไม่มีจำนวนคำตายตัว และสำหรับภาษาไทยการนับคำก็ใช้ไม่ได้เพราะไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ ให้ดูที่ความชัดของเจตนาแทน ถ้าอ่านคำค้นหาแล้วบอกได้ว่าคนคนนี้ต้องการอะไรและอยู่ขั้นไหนของการตัดสินใจ นั่นคือคำหางยาว
เครื่องมือบอกว่าคำนี้มีคนค้นศูนย์ครั้ง ควรเขียนไหม
ควรเขียนถ้าเป็นคำถามที่ลูกค้าถามเข้ามาจริงเป็นประจำ เพราะเครื่องมือรายงานคำภาษาไทยที่มีปริมาณต่ำเป็นศูนย์อยู่บ่อยครั้ง วิธียืนยันคือดูว่าคำนั้นขึ้นใน Autocomplete หรือไม่ และมีคนถามซ้ำในแชทหรืออีเมลหรือเปล่า ถ้าทั้งสองอย่างมี ก็มีคนค้นแน่นอน
ควรทำหน้าใหม่ทุกคำหางยาวเลยไหม
ไม่ควร ให้รวมคำที่มีเจตนาเดียวกันไว้ในหน้าเดียว โดยตรวจด้วยการค้นทั้งสองคำแล้วเทียบว่าผลหน้าแรกซ้ำกันกี่ URL ถ้าซ้ำกันเกินครึ่งให้ทำหน้าเดียว การแตกหน้าตามคำโดยไม่ดูเจตนาทำให้หน้าของคุณแย่งอันดับกันเอง
ใช้คำหางยาวใน Google Ads ต้องเพิ่มคีย์เวิร์ดทีละคำไหม
ไม่ต้อง เพราะการจับคู่แบบวลีและแบบกว้างครอบคลุมคำยาวอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำคือเปิดรายงาน Search terms เป็นประจำ แล้วดึงคำที่แปลงเป็นลูกค้าได้ออกมาเป็นคีย์เวิร์ดตรง ส่วนคำที่ไม่เกี่ยวให้ใส่เป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบ
คำหางยาวใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะติดอันดับ
ไม่มีตัวเลขที่รับประกันได้ เพราะขึ้นกับความแข็งของผลการค้นหาเดิมและความน่าเชื่อถือของโดเมนคุณ สิ่งที่วัดได้ระหว่างทางคือหน้านั้นเริ่มมี Impressions ใน Search Console หรือยัง และอันดับเฉลี่ยขยับเข้าใกล้สิบอันดับแรกหรือไม่ ถ้าผ่านสามเดือนแล้วยังไม่มี Impressions เลย ปัญหามักอยู่ที่การจัดทำดัชนีหรือความตรงของหัวข้อ ไม่ใช่ที่ตัวคำ
สรุปคือคีย์เวิร์ดหางยาวไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นวิธีเลือกสนามที่คุณมีโอกาสชนะ และเป็นวิธีทำให้หน้าเว็บตรงกับสิ่งที่คนพิมพ์จริง งานหลักอยู่ที่การเก็บคำจากแหล่งที่มาจากพฤติกรรมจริง การจัดกลุ่มตามเจตนา และการวัดผลด้วยตัวเลขจากบัญชีตัวเอง ถ้าอยากรู้ว่าเว็บปัจจุบันติดคำหางยาวอะไรอยู่บ้างและควรแตกหน้าไหนก่อน เริ่มจากการตรวจสอบเว็บอย่างเป็นระบบได้ที่ บริการตรวจสอบ SEO และถ้าต้องการข้อมูลเจตนาเร็วกว่านั้น การเก็บคำจากรายงานคำค้นหาในโฆษณาผ่าน บริการ Google Ads เป็นทางที่เห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์







