Email Marketing Pricing: What Actually Drives the Cost

Email Marketing ราคาเท่าไหร่ วิธีคิดต้นทุนก่อนตัดสินใจ

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • ต้นทุนมาจากสามส่วนที่แยกกัน คือค่าแพลตฟอร์ม ค่าแรงผลิตและดูแลอีเมล และค่างานตั้งระบบครั้งแรกอย่างการยืนยันโดเมนผู้ส่งกับการวางโฟลว์อัตโนมัติ
  • ค่าเครื่องมือโตตามขนาดลิสต์ ส่วนค่าแรงโตตามความถี่ในการส่งและจำนวนโฟลว์ ลิสต์ใหญ่ที่ส่งเดือนละครั้งจึงมีบิลคนละแบบกับลิสต์เล็กที่ส่งทุกสัปดาห์
  • ให้หารจำนวนอีเมลที่ส่งจริงเดือนที่แล้วด้วยจำนวนผู้ติดต่อที่ยินยอมทั้งหมด ค่าที่ได้ต่ำแปลว่าคิดตามการส่งคุ้มกว่า ค่าที่ได้สูงแปลว่าคิดตามผู้ติดต่อคุ้มกว่า
  • ราคาเอเจนซี่ขึ้นกับขอบงาน จึงควรเทียบใบเสนอราคาที่กลยุทธ์ เทมเพลต การทำความสะอาดลิสต์ การจัดกลุ่ม โฟลว์อัตโนมัติ การตั้งค่าการส่งถึงกล่องขาเข้า และรายงานผล

Email Marketing ราคา ไม่ได้มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะค่าใช้จ่ายเกิดจากสามส่วนที่แยกกันชัดเจน คือค่าเครื่องมือที่คิดตามขนาดลิสต์หรือจำนวนอีเมลที่ส่ง ค่าคนที่ผลิตและดูแลอีเมล และค่างานตั้งระบบครั้งแรกอย่างการยืนยันโดเมนผู้ส่งกับการวางโฟลว์อัตโนมัติ วิธีตอบคำถามเรื่องราคาที่ใช้ได้จริงจึงไม่ใช่การไปดูป้ายราคาของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง แต่คือการรู้ว่าอะไรเป็นตัวผลักต้นทุนขึ้น แล้วประเมินขนาดของตัวผลักเหล่านั้นจากลิสต์และแผนการส่งของธุรกิจตัวเอง บทความนี้อธิบายโครงต้นทุนทั้งหมด วิธีคิดเงินของเครื่องมือยอดนิยม ขอบงานที่อยู่ในราคาเอเจนซี่ วิธีตั้งงบสำหรับ SME และวิธีวัดผลตอบแทน โดยไม่อ้างตัวเลขค่าบริการของผู้ให้บริการรายใด เพราะราคาและเงื่อนไขของทุกเจ้าเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และตัวเลขที่ถูกต้องมีอยู่ที่เดียวคือหน้าราคาของผู้ให้บริการเอง

ทำ Email Marketing มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

คนส่วนใหญ่คิดถึงแค่ค่าสมัครเครื่องมือ ซึ่งมักเป็นก้อนที่เล็กที่สุดเมื่อเทียบกับต้นทุนรวมจริง รายการด้านล่างคือทุกก้อนที่เกิดขึ้นจริงเมื่อทำอีเมลอย่างต่อเนื่อง

  • ค่าแพลตฟอร์มส่งอีเมล คิดตามจำนวนผู้ติดต่อในระบบหรือจำนวนอีเมลที่ส่งต่อเดือน แล้วแต่รูปแบบของผู้ให้บริการ
  • ค่าผลิตเนื้อหา ทั้งการเขียนหัวเรื่อง เนื้อความ และการเตรียมภาพ ก้อนนี้โตตามความถี่ในการส่ง ไม่ได้โตตามขนาดลิสต์
  • ค่าออกแบบและวางเทมเพลต ซึ่งเป็นงานครั้งแรกที่ใช้ซ้ำได้ยาว ถ้าออกแบบให้แก้ไขเองได้โดยไม่ต้องแตะโค้ด
  • ค่างานตั้งค่าเรื่องการส่งถึงกล่องขาเข้า เช่น การตั้งค่ายืนยันตัวตนของโดเมนผู้ส่งและการอุ่นโดเมนใหม่ก่อนส่งจำนวนมาก
  • ค่าดูแลความสะอาดของลิสต์ ทั้งการตัดอีเมลที่ตีกลับถาวร การจัดการคนที่ไม่เปิดเลยเป็นเวลานาน และการจัดกลุ่มผู้รับ
  • ค่าเชื่อมต่อระบบ เช่น การต่อกับเว็บไซต์ ระบบร้านค้า หรือ CRM เพื่อให้ข้อมูลไหลเข้าอัตโนมัติแทนการนำเข้าไฟล์ด้วยมือ
  • ค่าคนหรือค่าเอเจนซี่ที่ดูแลงานทั้งหมดนี้เป็นรายเดือน ซึ่งมักเป็นก้อนใหญ่ที่สุดในบิลรวม

ข้อสังเกตที่ช่วยประหยัดได้มาก คือค่าเครื่องมือโตตามขนาดลิสต์ ส่วนค่าแรงโตตามความถี่ของการส่งและจำนวนโฟลว์อัตโนมัติที่ต้องดูแล ธุรกิจที่มีลิสต์ใหญ่แต่ส่งเดือนละครั้งจะเจอบิลคนละหน้าตากับธุรกิจที่มีลิสต์เล็กแต่ส่งสัปดาห์ละสามฉบับ การรู้ว่าตัวเองอยู่แบบไหนคือขั้นแรกของการตั้งงบ

เครื่องมือยอดนิยมคิดเงินต่างกันอย่างไร

สิ่งที่เทียบได้จริงระหว่างเครื่องมือคือวิธีคิดเงิน ไม่ใช่ตัวเลขบนหน้าราคา เพราะตัวเลขเปลี่ยนบ่อยและต่างกันตามภูมิภาคกับโปรโมชั่น ส่วนวิธีคิดเงินเปลี่ยนน้อยและเป็นตัวกำหนดว่าบิลจะโตตามอะไร

Mailchimp

คิดเงินโดยยึดจำนวนผู้ติดต่อในบัญชีเป็นหลัก และผูกโควตาการส่งกับระดับแพ็กเกจที่เลือก แปลว่าเมื่อลิสต์โตขึ้น บิลจะขยับขึ้นตามขั้นของจำนวนผู้ติดต่อ แม้ความถี่ในการส่งจะเท่าเดิม รูปแบบนี้เหมาะกับทีมที่มีลิสต์ขนาดคาดเดาได้และต้องการเครื่องมือครบในที่เดียวโดยไม่อยากตั้งค่าซับซ้อน สิ่งที่ต้องระวังคือผู้ติดต่อที่ไม่ได้ใช้งานแล้วยังถูกนับอยู่ ถ้าไม่ทำความสะอาดลิสต์เป็นรอบ จะจ่ายเพิ่มให้กับคนที่ไม่เคยเปิดอีเมลเลย

Klaviyo

คิดเงินตามจำนวนโปรไฟล์ที่ใช้งานอยู่ในระบบ และแยกส่วนของข้อความสั้นออกจากอีเมล จุดเด่นอยู่ที่การเก็บพฤติกรรมของลูกค้าฝั่งอีคอมเมิร์ซ เช่น สินค้าที่ดู สินค้าที่ทิ้งไว้ในตะกร้า และประวัติการซื้อ แล้วเอาข้อมูลชุดนั้นมาสร้างกลุ่มผู้รับกับโฟลว์อัตโนมัติ รูปแบบนี้เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ที่รายได้ต่อผู้ติดต่อสูงพอจะคุ้มกับค่าโปรไฟล์ ส่วนธุรกิจที่ลิสต์ใหญ่แต่ขายไม่บ่อยจะรู้สึกว่าโครงราคาแบบนี้ตึง

Brevo

คิดเงินตามจำนวนอีเมลที่ส่งต่อเดือนเป็นหลัก และไม่ผูกบิลกับขนาดลิสต์ในแบบเดียวกับสองเจ้าแรก รูปแบบนี้เข้าทางธุรกิจที่เก็บรายชื่อไว้จำนวนมากแต่ส่งถึงบางกลุ่มเท่านั้นในแต่ละเดือน เช่น ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าเก่าสะสมยาวและส่งเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญนั้น ๆ สิ่งที่ต้องดูคือฟีเจอร์ที่ถูกกันไว้ในระดับแพ็กเกจสูงกว่า เพราะการคิดตามการส่งไม่ได้แปลว่าทุกฟังก์ชันเปิดให้ใช้เท่ากันทุกระดับ

ตารางด้านล่างสรุปเฉพาะกลไกการคิดเงินและกลุ่มที่เหมาะ ไม่ใช่การจัดอันดับ และไม่มีตัวเลขค่าบริการ เพราะราคาจริงต้องเปิดดูจากหน้าราคาของผู้ให้บริการในวันที่จะสมัคร

Brevo
เครื่องมือคิดเงินตามอะไรเหมาะกับลิสต์แบบไหน
Mailchimpจำนวนผู้ติดต่อในบัญชี โดยโควตาการส่งผูกกับระดับแพ็กเกจลิสต์ขนาดคาดเดาได้ ส่งสม่ำเสมอ และต้องการเครื่องมือครบในที่เดียว
Klaviyoจำนวนโปรไฟล์ที่ใช้งานอยู่ โดยข้อความสั้นคิดแยกจากอีเมลร้านออนไลน์ที่ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสร้างโฟลว์อัตโนมัติ
Brevoจำนวนอีเมลที่ส่งต่อเดือน โดยไม่ผูกบิลกับขนาดลิสต์แบบเดียวกันลิสต์ใหญ่ที่ส่งถึงเฉพาะบางกลุ่มในแต่ละเดือน

คิดราคาตามจำนวนผู้ติดต่อ หรือคิดราคาตามจำนวนอีเมลที่ส่ง แบบไหนคุ้มกว่า

คำตอบขึ้นกับรูปร่างของลิสต์และแผนการส่ง ไม่ใช่ขึ้นกับว่ารูปแบบไหนดีกว่าโดยตัวมันเอง วิธีตัดสินที่ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีคือหาตัวเลขสองตัวจากระบบที่ใช้อยู่ ตัวแรกคือจำนวนผู้ติดต่อทั้งหมดที่ยังยินยอมรับอีเมล ตัวที่สองคือจำนวนอีเมลที่ส่งจริงในเดือนที่ผ่านมา แล้วหารตัวที่สองด้วยตัวแรก ผลลัพธ์คือจำนวนครั้งเฉลี่ยที่ผู้ติดต่อหนึ่งคนได้รับอีเมลต่อเดือน

ถ้าตัวเลขนั้นต่ำ แปลว่าเก็บรายชื่อไว้เยอะแต่ส่งถึงน้อย การคิดราคาตามจำนวนอีเมลที่ส่งมักคุ้มกว่า เพราะไม่ต้องจ่ายค่าที่นั่งให้รายชื่อที่ยังไม่ได้ใช้ ถ้าตัวเลขนั้นสูง แปลว่าส่งถึงเกือบทุกคนบ่อย ๆ การคิดตามจำนวนผู้ติดต่อจะคาดการณ์บิลได้ง่ายกว่าและมักถูกกว่าเมื่อรวมทั้งปี เพราะการส่งจำนวนมากไม่ทำให้บิลกระโดด

มีต้นทุนอีกด้านที่คนมักลืม คือลิสต์ที่ถือไว้เฉย ๆ ก็มีราคาของมัน ไม่ใช่แค่ค่าที่นั่งในระบบ รายชื่อที่ไม่ได้ติดต่อมานานมีอัตราการตีกลับสูงกว่า มีโอกาสเจอกับดักดักสแปมมากกว่า และการส่งไปหาคนกลุ่มนั้นจำนวนมากพร้อมกันทำให้ชื่อเสียงของโดเมนผู้ส่งแย่ลง ผลคืออีเมลที่ส่งไปหาลูกค้าที่ยังสนใจอยู่ก็เข้าถึงกล่องขาเข้าได้ยากขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ไม่ปรากฏในบิล แต่ปรากฏในยอดขายที่หายไป

จ้างเอเจนซี่ทำ Email Marketing ราคารวมอะไรบ้าง

ราคาเอเจนซี่ไม่ได้มีเรตกลางของตลาด เพราะสิ่งที่ซื้อคือขอบงาน ไม่ใช่จำนวนอีเมล ขอบงานที่ครบชุดมักประกอบด้วยรายการเหล่านี้ และการรู้ว่าใบเสนอราคาที่ถืออยู่มีหรือไม่มีข้อไหน คือวิธีเดียวที่จะเทียบสองใบเสนอราคาได้อย่างเป็นธรรม

  • งานวางกลยุทธ์ ได้แก่ การกำหนดว่าจะส่งอะไรถึงใครด้วยจังหวะแบบไหน และอีเมลแต่ละฉบับมีหน้าที่อะไรในเส้นทางของลูกค้า
  • งานสร้างเทมเพลต ทั้งการออกแบบ การทำให้อ่านได้ดีบนมือถือ และการทดสอบกับโปรแกรมอ่านอีเมลที่กลุ่มเป้าหมายใช้จริง
  • งานทำความสะอาดลิสต์ ตั้งแต่การตัดรายชื่อที่ตีกลับถาวร การรวมข้อมูลซ้ำ ไปจนถึงการกำหนดกติกาว่าเมื่อไหร่ถือว่าผู้รับเลิกใช้งานแล้ว
  • งานจัดกลุ่มผู้รับ ซึ่งกำหนดว่าจะแบ่งคนตามพฤติกรรม ตามมูลค่าการซื้อ หรือตามข้อมูลที่กรอกไว้ตอนสมัคร
  • งานสร้างโฟลว์อัตโนมัติ เช่น ชุดต้อนรับสำหรับผู้สมัครใหม่ ชุดติดตามคนที่ทิ้งของไว้ในตะกร้า และชุดกระตุ้นลูกค้าที่หายไป
  • งานตั้งค่าเรื่องการส่งถึงกล่องขาเข้า ได้แก่ การยืนยันตัวตนของโดเมนผู้ส่ง การตั้งนโยบายเมื่อพบการปลอมแปลง และการอุ่นโดเมนก่อนส่งจำนวนมาก
  • งานรายงานผล ซึ่งควรบอกได้ว่าอีเมลสร้างรายได้เท่าไหร่ ไม่ใช่รายงานแค่อัตราการเปิดกับอัตราการคลิก

สิ่งที่ทำให้ขอบงานใหญ่ขึ้นและราคาสูงขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง คือจำนวนภาษาที่ต้องทำ จำนวนโฟลว์อัตโนมัติที่ต้องสร้างและดูแล ความถี่ของแคมเปญรายเดือน ความซับซ้อนของการเชื่อมต่อกับระบบร้านค้าหรือ CRM และปริมาณงานผลิตภาพที่ต้องทำใหม่ทุกฉบับ ในทางกลับกัน ขอบงานเล็กลงได้เมื่อลูกค้ามีเทมเพลตอยู่แล้ว มีทีมเขียนเนื้อหาของตัวเอง หรือเลือกให้เอเจนซี่ทำเฉพาะงานตั้งระบบครั้งแรกแล้วส่งมอบให้ทีมในบ้านดูแลต่อ ราคาจึงต้องอ้างอิงขอบงานที่ตกลงกัน และใบเสนอราคาที่ไม่ระบุขอบงานเป็นข้อ ๆ คือใบที่เทียบกับใบอื่นไม่ได้

คำถามที่ควรถามก่อนเซ็นมีอยู่สามข้อ ข้อแรกคือบัญชีเครื่องมือเป็นชื่อใคร ถ้าเป็นชื่อเอเจนซี่ ควรตกลงเรื่องการส่งมอบข้อมูลไว้ตั้งแต่ต้น ข้อสองคือใครเป็นเจ้าของลิสต์และไฟล์ต้นฉบับของเทมเพลต ข้อสามคือค่าเครื่องมือรวมอยู่ในราคาหรือเรียกเก็บแยก เพราะสองแบบนี้ทำให้ตัวเลขในใบเสนอราคาต่างกันมากทั้งที่งานเท่ากัน

งบเริ่มต้นสำหรับ SME ควรตั้งอย่างไร

แทนที่จะถามว่าควรใช้เท่าไหร่ ให้สร้างงบขึ้นมาจากตัวแปรที่รู้อยู่แล้วสี่ตัว วิธีนี้ให้ตัวเลขที่ป้องกันได้เวลาต้องอธิบายกับผู้บริหาร และปรับได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

  1. ขนาดลิสต์ที่ยังยินยอมรับอีเมล ใช้เลือกว่าจะไปทางเครื่องมือที่คิดตามผู้ติดต่อหรือคิดตามการส่ง แล้วเปิดหน้าราคาของผู้ให้บริการที่สนใจเพื่อดูขั้นที่ตรงกับลิสต์ของตัวเอง
  2. ความถี่ในการส่งต่อเดือน คูณด้วยเวลาที่ใช้ผลิตอีเมลหนึ่งฉบับ จะได้ชั่วโมงงานต่อเดือน แล้วแปลงเป็นเงินด้วยค่าแรงของทีมในบ้านหรือเรตของผู้รับจ้าง
  3. จำนวนโฟลว์อัตโนมัติที่จะสร้างในไตรมาสแรก ก้อนนี้เป็นต้นทุนครั้งเดียวที่ค่อนข้างสูง แต่ไม่เกิดซ้ำทุกเดือน จึงควรแยกออกจากงบประจำ
  4. งานตั้งค่าครั้งแรกเรื่องโดเมนผู้ส่งและการเชื่อมต่อระบบ ซึ่งเป็นต้นทุนครั้งเดียวเช่นกัน และเป็นก้อนที่ไม่ควรตัดออกเพื่อประหยัด เพราะกระทบทุกอีเมลที่ส่งหลังจากนั้น

เมื่อได้ตัวเลขทั้งสี่ ให้แยกงบเป็นสองบรรทัดคือค่าตั้งระบบครั้งแรกกับค่าดำเนินการรายเดือน ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ประเมินบรรทัดแรกต่ำเกินไปและบรรทัดที่สองสูงเกินไป เพราะคิดว่างานหนักอยู่ที่การส่งรายเดือน ทั้งที่งานหนักจริงคือการวางระบบให้ถูกตั้งแต่แรก หลังจากนั้นการส่งซ้ำใช้แรงน้อยลงมาก อีกจุดที่ควรเผื่อไว้คือช่วงสามเดือนแรกยังไม่ควรคาดหวังรายได้เต็มที่ เพราะโดเมนใหม่ต้องอุ่นและลิสต์ต้องผ่านการทำความสะอาดรอบแรกก่อน

ใช้แผนฟรีได้ถึงเมื่อไหร่

ผู้ให้บริการหลายรายมีแผนฟรี และแผนฟรีเหล่านั้นถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขสามแบบ คือจำนวนผู้ติดต่อที่เก็บได้ จำนวนอีเมลที่ส่งได้ต่อวันหรือต่อเดือน และฟีเจอร์ที่ถูกกันไว้ให้แผนเสียเงิน ตัวเลขของเงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนบ่อยและต่างกันตามผู้ให้บริการ จึงต้องเปิดดูจากหน้าราคาของเจ้านั้นในวันที่จะตัดสินใจ ไม่ควรเชื่อตัวเลขที่จำมาจากบทความใด

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาย้ายออกจากแผนฟรี ไม่ใช่การชนเพดานจำนวนผู้ติดต่อเสมอไป แต่มักเป็นข้อจำกัดด้านฟีเจอร์ที่ทำให้ทำงานต่อไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มต้องการโฟลว์อัตโนมัติหลายขั้นแทนการส่งครั้งเดียว เมื่อต้องการทดสอบหัวเรื่องแบบเทียบสองแบบ เมื่อต้องเอาโลโก้ของผู้ให้บริการออกจากท้ายอีเมล หรือเมื่อต้องการส่งจากโดเมนของตัวเองที่ยืนยันตัวตนแล้วเพื่อคุมการเข้าถึงกล่องขาเข้า ข้อสุดท้ายเป็นเหตุผลที่หนักที่สุด เพราะถ้าอีเมลไม่ถึงกล่องขาเข้า งานทั้งหมดที่เหลือก็ไม่มีความหมาย

วัด ROI ของ Email Marketing อย่างไร

ผลตอบแทนของอีเมลคำนวณจากรายได้ที่มาจากอีเมลในช่วงเวลาหนึ่ง ลบด้วยต้นทุนรวมของช่วงเวลาเดียวกัน แล้วหารด้วยต้นทุนรวมนั้น ความยากไม่ได้อยู่ที่สูตร แต่อยู่ที่การนิยามคำว่ารายได้ที่มาจากอีเมลให้ชัดและใช้นิยามเดิมทุกเดือน สิ่งที่ต้องตกลงก่อนเริ่มวัดมีอยู่ไม่กี่ข้อ

  • ช่วงเวลาที่นับว่าคำสั่งซื้อมาจากอีเมล นับตั้งแต่คลิกไปกี่วัน ตัวเลขนี้ตั้งค่าได้ในเครื่องมือส่วนใหญ่ และต้องเป็นตัวเดียวกันตลอด
  • วิธีนับเมื่อลูกค้าเจอหลายช่องทาง เช่น คลิกอีเมลวันนี้แต่ซื้อจากการค้นหาในอีกสามวัน ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครได้เครดิต
  • ต้นทุนที่จะนับรวม ควรใส่ทั้งค่าเครื่องมือ ค่าแรงผลิต และค่าจ้างภายนอก ไม่ใช่นับแค่ค่าสมัครเครื่องมือ

ตัวเลขที่ใช้ติดตามระหว่างเดือนได้ดีกว่าอัตราการเปิด คือรายได้ต่ออีเมลหนึ่งฉบับที่ส่งออกไป เพราะมันรวมทั้งการเข้าถึงกล่องขาเข้า ความน่าสนใจของหัวเรื่อง และความแรงของข้อเสนอไว้ในตัวเดียว ควรดูคู่กับอัตราการยกเลิกรับข่าวสารและอัตราการรายงานว่าเป็นสแปม เพราะแคมเปญที่ดันยอดระยะสั้นด้วยการส่งถี่เกินไปจะทำให้สองตัวหลังนี้ขึ้น แล้วกินรายได้ของเดือนถัดไป สำหรับธุรกิจแบบ B2B ที่วงจรการขายยาว ควรวัดที่จำนวนผู้สนใจที่มีคุณภาพซึ่งเกิดจากอีเมล แล้วต่อยอดไปยังงาน Lead Generation เพื่อดูว่าผู้สนใจกลุ่มนั้นปิดการขายได้จริงกี่ราย

เรื่องที่ต่างออกไปในตลาดไทย

ข้อแรกคือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยกำหนดให้ต้องมีฐานทางกฎหมายในการส่งอีเมลการตลาด และต้องมีช่องทางให้ผู้รับถอนความยินยอมได้ตลอดเวลา ในทางปฏิบัติหมายความว่าต้องเก็บหลักฐานว่าผู้รับสมัครเข้ามาเมื่อไหร่และจากฟอร์มไหน ต้นทุนของงานนี้ไม่สูง แต่ถ้าไม่ทำตั้งแต่ต้น การย้อนกลับไปพิสูจน์ทีหลังจะแพงกว่ามาก ลิสต์ที่ซื้อมาจึงเป็นทางที่ไม่คุ้ม ทั้งในแง่กฎหมายและในแง่ชื่อเสียงของโดเมนผู้ส่ง

ข้อที่สองคือพฤติกรรมการอ่าน ผู้รับชาวไทยจำนวนมากอ่านอีเมลบนมือถือ และคุ้นเคยกับการรับข้อความผ่านแอปแชทมากกว่าอีเมล อีเมลจึงมักทำงานได้ดีในบทบาทที่แอปแชททำไม่ได้ เช่น เนื้อหาที่ยาวกว่า ใบเสนอราคา สรุปคำสั่งซื้อ และเนื้อหาที่ต้องเก็บไว้ค้นย้อนหลัง การวางแผนช่องทางจึงควรคิดเป็นชุดร่วมกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ข้อที่สามคือเรื่องภาษา ลิสต์ในไทยมักมีทั้งผู้รับที่อ่านไทยและอ่านอังกฤษปนกัน การส่งฉบับเดียวสองภาษาทำให้อีเมลยาวและอ่านยากบนมือถือ ทางที่ทำงานดีกว่าคือเก็บภาษาที่ผู้รับเลือกไว้ตั้งแต่ตอนสมัคร แล้วแยกส่งตามภาษา งานนี้เพิ่มเวลาผลิตขึ้นจริง จึงต้องรวมไว้ในงบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ค่อยมาคิดทีหลัง การจัดการเรื่องนี้ให้เป็นอัตโนมัติเป็นส่วนหนึ่งของงาน การตลาดอัตโนมัติ ที่ช่วยลดแรงคนในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเรื่องค่าใช้จ่ายของ Email Marketing

ทำไมบทความนี้ไม่บอกราคาของแต่ละเครื่องมือ

เพราะราคาและเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละรายเปลี่ยนได้ตลอดเวลาและต่างกันตามภูมิภาค ตัวเลขที่คัดลอกมาจากบทความจึงมีโอกาสผิดสูง สิ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนคือวิธีคิดเงิน ซึ่งบอกได้ว่าบิลจะโตตามอะไร เมื่อรู้แล้วให้เปิดหน้าราคาของผู้ให้บริการที่สนใจในวันที่จะสมัครเพื่อดูตัวเลขจริง

ลิสต์เล็กแต่ส่งบ่อย ควรเลือกโครงราคาแบบไหน

ควรเลือกโครงราคาที่คิดตามจำนวนผู้ติดต่อ เพราะการส่งบ่อยจะไม่ทำให้บิลกระโดดเมื่อลิสต์ยังเล็ก ตรงข้ามกับกรณีลิสต์ใหญ่ที่ส่งถึงบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งการคิดตามจำนวนอีเมลที่ส่งจะประหยัดกว่า วิธีตรวจสอบคือหารจำนวนอีเมลที่ส่งจริงต่อเดือนด้วยจำนวนผู้ติดต่อทั้งหมด

ควรจ่ายเอเจนซี่แบบรายเดือนหรือจ่ายเป็นโครงการ

ขึ้นกับว่างานที่ต้องการเป็นการตั้งระบบครั้งเดียวหรือการดูแลต่อเนื่อง งานตั้งเทมเพลต ยืนยันโดเมนผู้ส่ง และสร้างโฟลว์ชุดแรก เหมาะกับการคิดเป็นโครงการเพราะมีจุดจบชัด ส่วนการวางแผนแคมเปญ ผลิตเนื้อหา และรายงานผลทุกเดือน เหมาะกับการคิดเป็นรายเดือนเพราะเป็นงานที่ไม่จบ

อัตราการเปิดอีเมลยังใช้วัดผลได้ไหม

ใช้ได้แต่ต้องระวัง เพราะระบบป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ให้บริการอีเมลบางรายทำให้การนับการเปิดสูงเกินจริง ควรใช้อัตราการเปิดเป็นตัวเทียบระหว่างหัวเรื่องภายในลิสต์เดียวกันในช่วงเวลาใกล้กัน และตัดสินผลจริงด้วยการคลิกและรายได้ต่ออีเมลที่ส่งออกไป

ควรทำความสะอาดลิสต์บ่อยแค่ไหน

ควรตัดอีเมลที่ตีกลับถาวรทันทีที่พบ และทบทวนกลุ่มที่ไม่เปิดเลยเป็นรอบสม่ำเสมอ เช่น ทุกไตรมาส สำหรับกลุ่มที่ไม่ตอบสนองมานาน ให้ลองส่งชุดกระตุ้นสั้น ๆ ก่อนหนึ่งครั้ง แล้วค่อยหยุดส่งถ้ายังเงียบ วิธีนี้ลดทั้งค่าเครื่องมือและความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของโดเมนผู้ส่ง

เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นตัวผลักต้นทุนแล้ว การขอใบเสนอราคาจะเป็นการเทียบขอบงานแทนการเทียบตัวเลขลอย ๆ ถ้าต้องการให้ประเมินขอบงานตามลิสต์และแผนการส่งจริงของธุรกิจ ดูรายละเอียดได้ที่หน้า บริการ Email Marketing ของ Relevant Audience

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น