Google ads Editor

Google ads Editor คือเครื่องมืออเนกประสงค์ที่ใช้ในการบริการจัดการ Google ads ตั้งแต่เรื่องทั่วไปอย่างการเลือกซื้อ Keywords กำหนด budget เปลี่ยน Location ไปจนถึงการตั้งค่าที่ลึกและซับซ้อนอย่างเช่นการเลือก Targeting Expansion หรือ การแก้ไขช่วงอายุใน Demographic

Google ads Editor

ในการที่เราเป็นคนดูแลโฆษณา Google ads ให้กับลูกค้าขนาดใหญ่ที่มีหลายบริการหรือกับลูกค้าจากหลาย ๆบริษัทพร้อม ๆกัน ปัญหาที่เราจะเจอเลยก็คือการเราจำเป็นที่จะต้องปรับแก้อะไรเยอะๆ พร้อม ๆกัน บ่อย ๆเช่นเมื่อเมื่อโปรโมชั่นช่วงปีใหม่หมด เราจำเป็นที่จะต้องเอาออกจาก Ad text หรือต้องการแค่เปลี่ยนอันใหม่ซึ่ง เช่น สั่งเกิน 1500 บาท ส่งฟรี เป็น สั่งเกิน 1000 บาท ส่งฟรี ซึ่งหากเราจะต้องเปลี่ยนทุกอันก็จะมีโอกาสเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นจนมีความเสียหายก็ได้ Google จึงได้สร้างเครื่องมือแสนสะดวกสบายและฟรีมาให้เราใช้นั้นก็คือ Google ads Editor นั้นเอง

เครื่องมือตัวนี้ทำได้หลายอย่างมาก ๆในเวลาที่รวดเร็ว ในวันนี้เราจะพูดถึงการใช้งานที่ผมมองว่ามีประโยชน์และช่วยประหยัดเวลาในการทำงานมาเล่าให้ฟังอย่างแรกเลยคือ

การเปลี่ยน Final URL ของ  Image ads หรือ Banner จากประสบการณ์ที่เคยเจอ บางครั้งลูกค้ามี หน้า Promotion ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน Final URL ของ  Image ads ทุก ๆอันแต่ว่าปัญหาคือ บนเว็บไซต์ไม่มี ฟังก์ชั่นที่จะช่วยเปลี่ยนอยู่ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องมานั่งไล่เปลี่ยนที่ละอันเองทำให้ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงในการทำแต่หากคุณใช้ Google ads Editor นั้นสิ่งที่คุณต้อทำเพียงแค่การเลือกโฆษณารูปภาพทั้งหมดและจัดการเปลี่ยน Final URL กด Upload เพียงเท่านั้นก็เสร็จเลยโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ข้อดีอีกอย่างคือเวลาที่เราแก้ไขหรือปรุบปรุงบ้างอย่างเช่นการปรับ Bid หรือ การเพิ่ม Keywords เข้าไปนั้นเราก็จะสามารถที่เช็คก่อนได้ว่าเราได้มีการแก้ไขอะไรบ้าง หรือเพิ่มอะไรเข้าไปบ้างซึ่งก็จะมีการ highlight ไว้ว่าเราเพิ่มอะไรบ้างทำให้เราสามารถสรุปได้ง่ายๆว่าในการแก้ไขครั้งนี้เราทำอะไรไปบ้างและมั่นใจว่าแก้ไขถูกต้องเพราะเมื่อเราต้องจัดการกับ Campaign หลายๆ Campaign ก็มีโอกาสที่เราจะสร้างขอผิดพลาดได้อย่างเช่นการใส่ Keyword ผิด ad group  หรือเผลอกด 0 เกินมาตัวหนึ่งทำให้จากประมูลจาก 30 เป็น 300 บาทแทน

การสร้าง Campaign ใหม่นั้นใช้เวลาน้อยลง ในบ้างครั้งเราเพียงที่จะต้องการแยกประเทศ ออกจากเดิมที่เราเลือกประเทศไว้เช่น USA และ Canada แต่ภายหลังเราต้องการใช้ Budget ที่ต่างกันจึงต้องการสร้าง Campaign ขึ้นมาอีกอันหนึงสิ่งที่จำเป็น ต้องทำใน Google ads Editor เพียงแค่กด Copy และ Paste ขึ้น เท่านั้นเราก็ได้ Campaign ใหม่ขึ้นมาแล้วก็จัดการเปลี่ยนชื่อและ Location ไว้ก็เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีในการทำ

อีกจุดที่สำคัญคือบ้างครั้ง Campaign และมีหลายส่วนทำให้เราจำเป็นต้องให้คนจำนวนมากช่วยดูแลการโฆษณาแต่ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมากว่า เรามีการแก้ไขอะไรพร้อมกันจนทำให้เกิดความสับสนและผิดพลาดขึ้นมากได้ การใช้ Google ads Editor จึงจะเข้ามาช่วยตรงนี้เนื่องจาก การแก้ไขในแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นจากการ upload เท่านั้นต่างกับการที่เรา ค่อยๆกดเปลี่ยน ในหน้าเว็บไซต์ จึงทำให้ลดการสับสนให้น้อยลงและการแสดงผลว่าใครแก้ไขอะไรบ้างใน change history ก็จะดูง่ายขึ้นเพราะรายการมีน้อยลง

youtube ads

YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันอยู่ทุกวัน วันละหลายชั่วโมงทั้งในการ ฟังเพลง ดูรายการต่าง ๆ ติดตามคนที่ตัวเองชื่นชอบ และอื่น ๆอีกมากหมาย จึงทำให้เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของคนที่ทำโฆษณาทุกคนที่จะต้องมาลงโฆษณากับ YouTube ซึ่งในปัจจุบันการโฆษณาใน YouTube ผ่านทาง Google ads นั้นมีหลายแบบมาก วันนี้เราจึงมาอธิบายให้ฟังว่าแต่ละแบบคืออะไร

  • Bumper ads จะเป็นวีดีโอโฆษณาที่ไม่สามารถกดข้ามได้ มีความยาวสูงสุด 6 วินาที ซึ่งจะเริ่มก่อนที่วีดีโอจะเล่น โฆษณาตัวนี้สามารถทำงานได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ ประโยชน์ของโฆษณาตัวนี้คือจะเหมาะกับการสร้าง Awareness หรือ Reach มากกว่าเพราะว่าการที่โฆษณาสามารถแสดงผลได้เพียง 6 วินาทีนั้นเราจะไม่สามารถขายสินค้าได้ ทำได้เพียงแค่เน้นไปที่การพูดถึง Brand เท่านั้นจึงเหมาะกับโฆษณาที่ต้องการโปรโมท Brand หรือทำให้คนรู้จักสินค้าโดยตัวโฆษณาจะต้องสั้นๆได้ใจความ การคิดเงินจะทำได้เพียงแค่ Cost per 1,000 impressions (CPM) เท่านั้น
  • Non-skippable video ads จะเป็นวีดีโอโฆษณาที่ไม่สามารถกดข้ามได้ มีความยาวสูงสุด 15 – 20 วินาที ขึ้นอยู่กับประเทศ ซึ่งโฆษณาจะแสดงผลได้ทั้งก่อนที่วีดีโอจะเล่นและระหว่างวีดีโอที่มีความยาวเกิน 10 นาที ขึ้นไปโฆษณาตัวนี้สามารถทำงานได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ ประโยชน์ของโฆษณาตัวนี้คือจะเหมาะกับการสื่อสารที่เน้นไปที่การบอกประโยชน์หรือเล่าเรื่องของสินค้า บอกประโยชน์ที่จะได้ในการใช้งาน การคิดเงินจะทำได้เพียงแค่ Cost per 1,000 impressions (CPM) เท่านั้น และจากประสบการณ์ก็จะมี CPM ที่สูงกว่าแบบอื่น
  • True view ad หรือเรียกอีกอย่างว่า Skippable video ads จะเป็นวีดีโอโฆษณาที่แบ่งย่อยออกเป็น 2 TrueView in-stream จะเป็นโฆษณาที่สามารถกดข้ามได้เมื่อแสดงผลไปแล้ว 5 วินาที โฆษณาจะแสดงผลได้ทั้งก่อนที่วีดีโอจะเล่น ระหว่างที่วีดีโอเล่นอยู่ และหลังจากที่วีดีโอจบไปแล้ว โดยเราสามารถใส่ Call to Action ต่าง ๆ ได้เพื่อพาคนเข้าไปยังเว็บไซต์ โฆษณาตัวนี้สามารถทำงานได้ทั้งบนมือถือ คอมพิวเตอร์และ สมาร์ททีวี ประโยชน์ของโฆษณาตัวนี้จะเน้นไปที่การนับ View ซึ่งจะนับก็ต่อเมื่อโฆษณาเล่นเกิน 30 วินาที หรือวีดีโอโฆษณาจบลง เราจะนับว่าเป็น 1 View โดย Google จะคิดเงินค่าโฆษณาเมื่อเกิดการดูจริงเท่านั้น เหมือนกับ Search ads ที่จะนับเมื่อมีการคลิกโฆษณาเท่านั้น จึงทำให้โฆษณานี้เหมาะกับการเน้นไปที่การขายหรือพาคนไปที่เว็บไซต์เลยมากกว่า แต่โฆษณารูปแบบนี้ก็สามารถที่จะคิดเงินแบบ CPM ได้เหมือนรูปแบบอื่นที่กล่าวมาข้างต้น
  • TrueView Discovery ads จะเป็นโฆษณาที่จะแสดงผลเมื่อเราทำการค้นหาในช่อง Search ของ YouTube เมื่อผู้ใช้งานกดค้นหาแล้วก็จะแสดงเหนือวีดีโออื่น ๆอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นและกดคลิกเข้าไปดูวีดีโอหรือจะขึ้นอยู่ทางขวามือของวีดีโอในส่วนของวีดีโอแนะนำ ซึ่งการคิดค่าโฆษณาก็จะคิดเป็น Cost per Click คือเมื่อมีการคลิกเกิดขึ้นก็จะเสียเงินรูปแบบนี้เหมาะกับการโฆษณาที่มีจุดมุ่งหมายไปที่กลุ่มคนที่กำลังสนใจสินค้าอยู่แล้วมากกว่า เพราะโฆษณาจะแสดงผลโฆษณากับคนที่กำลังค้นหาอยู่แล้วเท่านั้น

การโฆษณาบน YouTube ส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่วีดีโอมากกว่าแต่ก็มีที่เป็นภาพอย่างเดียวมากเริ่มต้นกันที่

  • Overlay ads จะเป็น Banner อันเล็ก ๆด้านล่างของวีดีโอซึ่งจะแสดงผลระหว่างวีดีโอเล่น เมื่อกดไปแล้วก็จะนำคนเข้าไปที่เว็บไซต์ เหมาะกับการสร้าง Awareness
  • Display ads จะเป็น Banner ที่จะอยู่ด้านขวาของวีดีโอ โดยจะอยู่ด้านบนของวีดีโอที่แนะนำซึ่งโฆษณารูปแบบนี้จะแสดงผลบน บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น
  • Sponsored cards โดยจะเป็นแสดงผลชั่วคราวเป็นการ์ดด้านบนขวา เสร็จแล้วก็จะหายไป เหลือเพียง สัญลักษณ์ตัว I ด้านขวาบนซึ่งเมื่อกดแล้วก็จะมีการ์ดรูป เพื่อส่งไปยังวีดีโออื่นหรือเว็บไซต์ของ โฆษณาแบบรูปภาพที่แสดงผลในขณะที่วีดีโอเล่นอยู่

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็น YouTube advertising formats ที่คนทั่วไปสามารถทำเองได้เลยแต่ก็จะมี Masthead ads ซึ่งจะขึ้นเป็น Banner อันใหญ่บนหน้าแรกของ YouTube เลยแต่โฆษณานี้จำเป็นที่จะต้องติดต่อไปที่ Google โดยตรงและราคาค่อนข้างแพงมาก

Custom Intent Audience

ในปัจจุบันปัญหาที่คนทำโฆษณาทุกคนต้องเจอคือการหาวิธีที่จะทำให้โฆษณาของเราไปแสดงผลให้กับคนที่สนใจสินค้าหรือบริการนั้นจริง ๆเพื่อเชิญชวนให้เค้ามาซื้อของเรา หากคุณเป็นคนทำโฆษณาใน Google ads ก็จะรู้ว่าฟังก์ชัน Audience, Topic หรือ Demographics ของ Google นั้น ค่อนข้างกว้างและปรับให้เฉพาะกลุ่มได้ยากและไม่ค่อยละเอียดจึงส่งผลให้ เมื่อมีการปล่อยโฆษณาออกไปแล้วมักไม่ได้ผลตอบรับดีเท่าที่ควรโดยมี Conversion rate ที่ค่อนข้างต่ำหรือไม่มีเลย วันนี้เราจึงจะเสนอ วิธีการสร้าง Audience ความละเอียดเพิ่มมากขึ้นด้วยฟังก์ชัน Custom Intent Audience

Custom Intent Audience คืออะไร?

Custom Intent Audience คือ Audience ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ใน Google ads ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ Google คนนั้นว่าในช่วงนั้นเค้ากำลัง สนใจเรื่องอะไรอยู่นั้นเอง ซึ่งตรงส่วนนี้ Google ก็จะดูจากการที่ผู้ใช้นั้น Search โดยใช้คำว่าอะไร เค้าเข้าไปในเว็บใส่ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไร ดูวีดิโอบน YouTube เกี่ยวกับอะไร ในการแยกประเภทของผู้ใช้งาน

วิธีการสร้างจะไม่ซับซ้อนอะไรเพียงแค่เข้าไปใน Audience Manager แล้วเลือก Audience กดรูปบวกแล้วเลือก Custom Intent ก็จะเข้ามาที่หน้าสำหรับสร้าง แล้วจัดการตั้งชื่อ Audience และใส่ Keywords หรือ URL ของเว็บไซต์ที่เราคิดว่ากลุ่มลูกค้าของเราน่าจะสนใจเข้าไปซึ่งจะแนะนำว่า ใส่ไปประมาณ 20 Keywords และ 10 URL เป็นอย่างน้อยเพื่อให้ระบบสามารถหาผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เพียงเท่านี้เราก็สร้าง Custom Intent Audience เสร็จแล้ว

ข้อดีของการใช้ Custom Intent Audience

  1. เราสามารถดึงเอากลุ่มคนที่เข้าเว็บไซต์ที่เราใส่เพื่อสร้าง Audience ขึ้นมาโดยตรงเลยซึ่งจะแถมไม่ต่างกับการที่เราทำ Remarketing โดยใช้ Audience ที่เป็นของเว็บไซต์ของคนอื่นเลย
  2. ทำให้เราสามารถแสดงผลโฆษณาไปยังคนที่เข้าเว็บไซต์คู่แข่งของเราได้ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถที่จะเข้าไปเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับลูกค้าที่เรามั่นใจว่ามีโอกาสซื้อสูง
  3. สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว โดยสมมุติว่าเราพึ่งเริ่มต้นทำธุรกิจขึ้นมาใหม่เราก็จะไม่มี Audience ของคนที่สนใจสินค้าของคุณเพื่อทำ Remarketing ซึ่งการที่เราทำ Custom Intent Audience นี้ก็จะช่วยให้เราสามารถสร้าง Awareness ในกลุ่มลูกค้าได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง
  4. ลดการเสียเงินที่ไม่จำเป็นออกไปจากการเลือกกลุ่มเป้าหมายจากฟังก์ชัน Audience, Topic หรือ Demographics เนื่องจากการทำแบบนี้จะช่วยให้เราแสดงผลโฆษณาได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นทำให้เราไม่เสียเงินค่าโฆษณาไปกับคนที่มีความสนใจน้อยหรือไม่สนใจเลย
  5. ราคาถูกกว่า โดยจากประสบการณ์ในการใช้งานแล้วนั้นค่าสถิติต่างๆจะดีกว่ามากไม่ว่าจะเป็น CTR, Average CPC หรือ Conversion Rate ซึ่งจะช่วยให้โดยรวมแล้วเราจะได้ Cost per Conversion ที่ถูกลงส่งผลให้ได้ Conversion มากขึ้น
  6. สามารถใช้รวมกับการโฆษณาช่องทางอื่นได้เช่น การทำโฆษณา YouTube ที่เราสามารถสร้าง Audience จาก Keywords ที่สนใจสินค้าแบบเดียวกับเราได้และสร้างวิดีโอโฆษณาไปแสดงผลบน YouTube ได้

โดยสรุปแล้วการทำ Custom Intent Audience นั้นเป็นฟังก์ชันที่มีประโยชน์มากและจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและมั่นใจได้ว่ามีโอกาสซื้อสูงได้ง่ายในราคาที่ถูกโดยจะเน้นไปเป็นการสร้าง Awareness บนช่องทาง GDN และ YouTube โดยสามารถใช้ข้อมูลจากผู้นำที่ติดอันดับสูงๆบนหน้า Google ได้ทำให้ไม่จำเป็นต้องราเก็บข้อมูลมาทำ Remarketing

Google Ads Gallery

Gallery Ads คือโฆษณาสำหรับธุรกิจและบริการต่างๆ ที่ทำงานคล้ายกับ Adwords ต่างกันที่

 

โลกยุคที่จะไม่มีคำค้นหาอีกต่อไปกำลังใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว! และทั้งหมดนี้ก็จะถูกควบคุมโดย AI ตัวร้าย

วันเวลาของการไล่เก็บ ไล่ตามตรวจสอบคุณภาพของคำค้นหา ที่ครั้งหนึ่งเราเชื่อว่าจะต้องเป็นคำที่ตรงที่สุดเท่านั้นที่ใช้ในแต่ละแคมเปญกำลังมาถึงจุดจบแล้ว 

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่แล้ว หลังจากผ่านหน้าร้อนมาไม่นานนัก Google ก็ช่วยเรากำจัดปัญหาของการไม่มีเวลาพอที่จะมาคอยจัดระเบียบคำค้นหาต่างๆ และเพิ่มคำใหม่ๆ เข้าไป โดยช่วยเพิ่มให้มีการเพิ่มการค้นหาไปยังคำที่ “มีความหมายเหมือนและมีคำเชื่อม หรือคำเสริมที่คล้ายกับคำตั้งต้น” ความสามารถใหม่ที่เพิ่งมีขึ้นนี้ ก่อให้เกิดความวุ่นวายมากมายสำหรับผู้ใช้งานคำแบบ OCD ที่ชอบหาคำที่ความหมายเหมือนๆ กัน มาตั้งไว้ภายใต้การค้นหาเดียวกัน โดยมีหน้าโฆษณาที่ต่างกัน แล้วส่งไปยังหน้าเว็บไซต์ที่ต่างกัน แล้วจากนั้นก็คอยดูว่าคำค้นหาใหม่ๆ อะไรจะขึ้นมา

การเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ เช่น คำต้นคือ Yosemite Campaign ก็จะมีคำที่ขึ้นว่าตรงกันคือ Campsites in Yosemite และ Yosemite Campground หรือ Yosemite National Park Camping

หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น เราหลายคนตกใจและเริ่มดูรายการคำที่มีอยู่เพื่อปรับเปลี่ยนให้ตรงแบบ Exact Match มากขึ้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ

เรารู้ว่าไม่นานความพยายามทั้งหมดของเราก็คงจะสูญเปล่า ความพยายามในการจัดการคำค้นหาเพื่อให้ได้คำที่เหมาะสมที่สุด เพราะตอนนี้คำที่ความหมายเหมือนกันก็จะถูกเลือกโดยอัตโนมัติจาก Google แล้ว

15% ของคำใหม่ๆ เหล่านี้ที่ Google เพิ่มเข้ามาจะเป็นคำที่ €#$@÷*/ ซึ่งจะช่วยเราในการ &#@(%# และ ROI ก็จะเพิ่มขึ้น แน่นอนว่า ×€^£%&!÷ ก็จะได้เห็นกันแน่ในไม่ช้า

คำอย่างเช่น “Lawn Mowing Service” จะถูกจับให้หาเจอกับคำเช่น “Local Lawn Cutting Services”

Google แจ้งว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มยอดการคลิกได้มากถึง 3-4% และนี่จะหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นสำหรับ Google หรือว่า Conversion Rate ที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้ากันแน่?

และยังแจ้งอีกว่าจะมีการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการแข่งขันกันเพื่อคำใกล้เคียงเหล่านี้

เราคงได้เห็นคำใหม่ๆ ที่เราเคยมองข้ามไป และเห็นเทรนด์ใหม่ๆ ที่อาจจะดีเท่า PPC Account Manager ที่คุณสามารถเพิ่มพวกเขาเข้าไปในแต่ละแคมเปญเพื่อช่วยในการประมูลที่ดีกว่าได้

ในบทความประกาศจาก Google ได้เน้นข้อความเหล่านี้ด้วยตัวหนา:

จะมีการเข้าถึงเว็บไซต์จาก Broad Match Modifier มากขึ้น ???

จะมีการเข้าถึงเว็บไซต์ที่เพิ่มขึ้นจาก Phase Match ???

ยังคงสามารถควบคุมและตรวจสอบได้อย่างสะดวกสบาย ???

เราก็ได้แต่ภาวนาเพราะตอนนี้คำที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหลุดจากมือของเราไปอยู่ในมือของ Google AI เรียบร้อยแล้ว เราก็คงทำได้แค่เชื่อว่ามันจะทำออกมาได้ดีแบบที่เราตั้งไว้

ตอนนี้สิ่งที่กลับมามีความสำคัญมากที่สุดก็คือ คำค้นหาแบบ Negative Keyword ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เราสามารถควบคุมความแม่นยำของการค้นหาได้ ดังนั้น หมั่นตรวจสอบรายการคำบน Google ของคุณให้บ่อยขึ้น และก็ขอให้ Negative Keyword ไม่ได้เป็นหนึ่งในโปรแกรมใหม่ที่ Google เตรียมจะเอาออกมาใช้

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเริ่มเห็นอย่างเป็นทางการหลังจากการประกาศและเริ่มไปทีละภาษา เรียงตามความสำคัญในการใช้งาน

ในฐานะ Partner ของ Google เราสามารถช่วยให้คุณเข้าใจและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ติดต่อหาเราได้ทุกเมื่อเลย

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://support.google.com/google-ads/answer/9426627

 

Google มักจะช่วยให้เราใช้งบด้านการโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเสมอ หลังจากการใช้งานมานานหลายปี Google เห็นว่าการแสดงผลโฆษณาแบบ Accelerate นั้นไม่มีประสิทธิภาพ และตัดสินใจยกเลิกการใช้งานหลังจากวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา การแสดงผลสำหรับการโฆษณาแบบคำค้นหาและแคมเปญเพื่อการซื้อขายสินค้าจะมีเพียงการแสดงผลแบบ Standard เท่านั้น แต่สำหรับโฆษณาประเภท Display และ วิดีโอ จะยังคงมีให้เลือกใช้งานทั้ง 2 แบบตามปกติ

อะไรคือการแสดงผลโฆษณา (Ad Delivery)

Ad Delivery หรือรูปแบบการแสดงผลนั้น เป็นการกำหนดรูปแบบ ลักษณะที่โฆษณาของคุณจะถูกแสดงออกไปเมื่อมีการค้นหาเกิดขึ้นบน Google โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบ Standard และแบบ Accelerate โดยแบบแรกนั้นการแสดงผลโฆษณาของคุณจะถูกกำหนดโดยงบประมาณและความเหมาะสมของการค้นหาโดย Google หากงบประมาณของคุณไม่จำกัด ระบบจะทำการแสดงผลโฆษณาของคุณบ่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่หากคุณมีงบประมาณที่จำกัดต่อวัน Google จะคำนวณและทำการเฉลี่ย กระจายการแสดงผลให้คงอยู่ตลอดทั้งวัน ให้เพียงพอกับงบประมาณของคุณ ในทางตรงข้าม แบบ Accelerate นั้น โฆษณาของคุณจะถูกแสดงทุกครั้งที่มีการค้นหาด้วยคำที่คุณระบุ หรือคำที่ใกล้เคียง ซึ่งข้อเสียก็คือ คุณอาจจะใช้งบประมาณต่อวันหมดก่อนที่จะหมดวันเสียอีก ซึ่งอาจจะส่งผลต่อจำนวนของผู้ที่สนใจซื้อสินค้าหรือ Conversion ได้

ที่ผ่านมา วิธีการแสดงผลของ Google ads นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกอธิบายและพูดถึงกันมากที่สุดหัวข้อหนึ่งสำหรับบริษัทที่ทำงานด้านการตลาดดิจิทัลเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าที่ Relevant Audience ก็ด้วยเช่นกัน คงมีเอเจนซี่หลายรายที่ต้องรับโทรศัพท์พร้อมคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่เห็นโฆษณาของตนขึ้นเลย 

และเราก็ต้องอธิบายเป็นรอบที่พันว่า “รูปแบบการแสดงโฆษณาของคุณลูกค้าถูกตั้งที่แบบ Standard ซึ่งนั่นหมายความว่ามีงบประมาณจำกัด ดังนั้น Google จะกำหนดเองว่าเมื่อไรที่ควรจะแสดงผลโฆษณาออกมา เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณจะเพียงพอในตลอดทั้งวัน กรุณาใช้เครื่องมือ Google Ad Preview เพื่อดูโฆษณาของคุณ และหยุดการค้นหาด้วยคำต่างๆ เพราะจะกระทบต่อ CTR ที่ส่งผลต่อไปยัง Quality score หรือคะแนนคุณภาพของโฆษณา และส่งผลสุดท้ายไปยังลูกค้า ซึ่งหมายความว่าจะสูญเสียโอกาสในการขายไปในที่สุด” การสูญเสียรายได้ คำนี้เป็นเหมือนคำศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจทันที และยอมให้เราเข้ามาดูแลการทำงานเหมือนเดิม

ถึงอย่างไรก็ตาม เหล่าเจ้าของธุรกิจหรือผู้จัดการฝ่ายการตลาดทั้งหลายต่างก็อยากเห็นโฆษณาของพวกเขาขึ้นอยู่ตลอดเวลาและมักมีคำถามที่ว่า ต้องมีงบประมาณเท่าไรจึงจะสามารถทำแบบนั้นได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วส่วนใหญ่ก็ไม่เพิ่มงบลงทุนให้ แต่ถึงเพิ่มให้ก็จะมาพร้อมกับคำถามใหม่ๆ น่าปวดหัวมากมายในช่วงสิ้นเดือน เช่น “เพิ่มจำนวนเงินลงไป 1 เท่า แต่จำนวน Conversion rate ยังเท่าเดิม ทำไมกัน” และอื่นๆ อีกมากมาย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าว่า การเพิ่มจำนวนเงินลงทุนนั้นไม่ได้หมายถึงการที่ค่าต่างๆ จะเพิ่มขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขาย คำสอบถาม และยังหมายถึงงานที่เพิ่มขึ้นด้วยสำหรับผู้ที่ลงโฆษณาใหม่ๆ

ในฐานะเอเจนซี่ด้านการตลาด การยกงานทั้งหมดให้ Google AI ทำนั้นเป็นเรื่องที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็ให้ไปถามเอาที่ Google แต่ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าระบบของ Google ไม่ยอมแสดงผลการโฆษณาของเราเมื่องบประมาณมีไม่จำกัด จะทำอย่างไรให้แน่ใจว่าโฆษณาของเราจะถูกเห็นตลอดทั้งวัน โฆษณาของเราจะถูกแสดงในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือเปล่า

และแล้วนักการตลาดตัวจริงก็ต้องสูญเสียเครื่องมือเพื่อการใช้งานไปอีกหนึ่ง มันอาจเป็นเรื่องดีสำหรับเหล่า SME ที่ไม่มีประสบการณ์เรื่องการทำโฆษณาบน Google เท่าไรนัก แต่สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญอยู่แล้วอย่างบริษัททางการตลาด ซึ่งเป็นช่องทางรายได้ขนาดใหญ่สำหรับ Google แล้ว เราจะทำงานได้อย่างไรเมื่อเครื่องมือในการจัดการค่อยๆ หายไปทีละตัว

สำหรับแคมเปญที่ใช้งานรูปแบบ Accelerate อยู่ จะถูกปรับเป็นแบบ Standard โดยอัตโนมัติ หลังจากวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โชคดีก็คือ เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรามากนัก เพราะตอนนี้ Google สามารถใช้งบประมาณของเราในการลงโฆษณาได้มากกว่าเดิมเป็น 2 เท่า ตลอดทั้งวัน ทุกเวลาที่ Google มองเห็นว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องกังวลเมื่อเป้าหมายคือการใช้งบประมาณต่อวันให้ได้ประโยชน์สูงสุด

หากคุณกำลังมองหาเอเจนซี่ด้านการตลาดดิจิทัลเพื่อมาช่วยวิเคราะห์และทำการตลาดให้คุณบน Google และช่องทางอื่นๆ แล้ว ทักมาหาเราได้ตลอดเวลา!

Source: Google

 

google ads

google

สำหรับบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับว่า Google Ads คืออะไร ซึ่งเครื่องมือนี้ถือเป็นเครื่องมือช่วยในการทำการตลาดออนไลน์บน Google อีกเครื่องมือหนึ่ง ซึ่งได้ผลดีเลยทีเดียว เรามาทำความรู้จักกับเครื่องมือนี้กันเลยว่าเครื่องมือนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

Google Ads คืออะไร?

Google Ads หรือ Google Adwords คือ “ระบบโฆษณาออนไลน์ของ Google ซึ่งทำให้ผู้โฆษณาสามารถลงโฆษณาลงในเครือข่ายของ Google ได้ ไม่ว่าจะเป็นลงโฆษณาบน Google Search (โฆษณาหน้าแรก Google) ลงโฆษณาบน Google Display Network (เครือข่ายเว็บไซต์พันธมิตรของ Google) หรือลง โฆษณาบน YouTube เป็นต้น โฆษณาเหล่านี้เราสามารถลงได้ทั้งโฆษณาแบบข้อความ แบบรูปภาพ หรือแบบวีดีโอ สามารถเลือกได้ตามรูปแบบของแคมเปญ”

สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณากับ Goole นั้น จะเป็นการจ่ายเงินให้กับ Google และคิดเงินตามการเข้าชมโฆษณา และจะแบ่งการคิดเงินตามรูปแบบของแคมเปญอีกเช่น โฆษณาหน้าแรก Google (Search Ads) จะคิดเงินตามค่าคลิก มีคนคลิกโฆษณา 1 ครั้งเราก็เสียเงิน หรือ Google Display Network เราเลือกได้ว่าจะเสียเงินตามจำนวน การเห็นโฆษณา หรือตามจำนวนคลิก เป็นต้น” การเลือกใช้งานรูปแบบแคมเปญต่าง ๆ หากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ก็จะช่วยให้ท่านใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้

ตอนนี้เราน่าจะพอเข้าใจกันบ้างแล้วว่าโฆษณาของ Google นี้คืออะไร ต่อไปเรามาดูกันครับว่าโฆษณาของ Google นี้มี Feature การใช้งานยังไง เราจะลงโฆษณาแบบไหนดี ข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยครับ

  1. Google Search Ads คือ การลงโฆษณาแบบ Text ข้อความบน Google Search เช่น Google.com เป็นต้น ข้อดีก็คือช่วยให้ได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากลูกค้ามีความสนใจสินค้าหรือบริการอยู่แล้ว และพิมพ์ค้นหาบน Google จึงมาเจอโฆษณา Google Search Ads ของเราดังรูป adwords_2ส่วนข้อเสียหรือจุดอ่อนของ Google Search Ads นั่นก็คือ หากเราเลือกคีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาไม่ดี ก็จะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายได้ ควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  1. Google Display Ads คือ โฆษณาที่ไปแสดงผลบนเว็บไซต์เครือข่ายพันธมิตรของ Google จะแสดงผลได้ทั้งเป็น โฆษณาแบบรูปภาพ Banner หรือโฆษณาแบบ text ข้อความก็ได้ โดย Google จะส่งโฆษณาของเราไปยังเว็บไซต์พันธมิตรที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับเว็บเรา หรือมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บเราได้ ช่วยให้สามารถเพิ่ม Brand Awareness ได้เป็นอย่างดี ส่วนจุดอ่อนของ Google Display Ads ก็จะเป็น การเลือกใช้ banner ที่ไม่ผ่านคุณภาพของ Google ทำให้โฆษณาเราแสดงผลไม่ได้ ท่านสามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของเราได้
  1. Google Shopping Ads คือ โฆษณาบน Google ในรูปแบบของ Shopping Card ซึ่งโฆษณานั้นจะแสดงภาพของสินค้า, ราคา, และชื่อร้านไว้ในโฆษณา มีข้อดีก็คือเมื่อ User พิมพ์คำค้นหาบน Google ก็จะเจอโฆษณา Shopping Ads สามารถมองเห็นราคาและเข้าถึงการซื้อสินค้านั้น ๆ ได้ทันที ส่วนข้อเสียหนือจุดอ่อนก็จะเป็นการ Setting โฆษณาที่อาจจะค่อนข้างยาก และต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
  2. Google Video Ads คือ การโฆษณาสินค้าหรือบริการของเราในรูปแบบ Video ลงบน YouTube, Application หรือเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับ Google ซึ่งมีข้อดีก็คือช่วยเพิ่มผู้เข้าชมวีดีโอของเราได้เป็นอย่างดี ส่วนจุดอ่อนก็คือการ set แคมเปญอาจจะยาก จึงต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  3. Application Ads คือ การโฆษณาสำหรับ Application โดยเฉพาะ โดยโฆษณาจะถูกส่งไปในรูปแบบคล้ายๆกับ Google Display Network ทำให้โฆษณาถูกส่งไปบนเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ ของ Google รวมถึง Google play store ข้อดีของการโฆษณาแบบนี้คือช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตั้ง Application ได้ทันทีหลังจากคลิกโฆษณา
  4. โฆษณาแบบ Smart Ads คือ โฆษณาที่ทำให้คุณเลือกรูปแบบโฆษณาต่าง ๆได้ เช่น ต้องการให้คนคลิกแล้วโทรหาธุรกิจของคุณ (Calls to your business) ต้องการให้โฆษณาแสดงบน Google Map (Visits to your storefront) หรือต้องการให้คนคลิกมาที่เว็บไซต์ของเรา (Actions on your website) ก็ทำได้เช่นกัน
  5. นอกจากนี้ย่างมีรูปแบบการโฆษณาอื่น ๆอีกเช่น โฆษณาแบบ Retargeting และโฆษณาบน G-mail ซึ่งท่านสามารถเลือกใช้งานให้เหมาะกับธุรกิจของท่านได้ หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของเราได้ฟรี

หากท่านต้องการลงโฆษณาบน Google หรือต้องการโฆษณาหน้าแรก Google ท่านสามารถติดต่อทางทีมงาน Relevant Audience ได้ทันที ทางเรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาฟรี https://www.relevantaudience.com/contact-us/